การศึกษา

จากอดีตถึงโขนไทยในศตวรรษที่ 21

โขนวิวัฒนาการมาโดยตลอดจาก “โขนหลวง” ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 1 สันนิษฐานว่ายุคแรกนี้เล่นกันกลางแจ้งบนพื้นดิน ไม่มีเวที จึงแบ่งเรียกว่า “โขนกลางแปลง” ต่อมาพัฒนาให้มีการปลูกโรงให้เล่น มีไม้ไผ่พาดตามยาวให้ตัวละครที่มีศักดิ์นั่ง จึงเรียกว่า “โขนนั่งราว” และเมื่อมีการแสดงโขนสลับการแสดงหนังใหญ่จนภายหลังคงเหลือเฉพาะแต่โขนที่มีจอหนังใหญ่เป็นฉากหลังจึงเรียก “โขนหน้าจอ” ทั้งสามประเภทเป็นโขนที่มีแต่การเจรจา ไม่มีเพลงร้อง จนกระทั่งได้รับอิทธิพลจากการแสดงละครใน โขนจึงมีบทขับร้องเรียกว่า “โขนโรงใน” และเมื่อถึงรัชกาลที่ 5 มีการจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง จึงเรียกว่า “โขนฉาก”

โขนวิวัฒนาการ

ทั้ง 5 ประเภท เป็นโขนแบบจารีต และเป็นมหรสพหลวงที่พระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าของ แต่ก็มีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่หัดโขนได้ จึงเกิด “โขนบรรดาศักดิ์” เช่น โขนของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โขนของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา เป็นต้น

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โขนละครตามประเพณีก็ทรุดโทรม กอปรกับมหรสพทันสมัยจากตะวันตกเข้ามาทดแทน ความพยายามฟื้นฟูโขนมีเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่ศตวรรษ 21 โขนต้องปรับตัวตามยุคสมัย จากที่เคยมีกระบวนการเล่นตามจารีต มีความประณีตในเรื่องเครื่องแต่งกายนักแสดง จัดแสดงในวาระสำคัญ หาชมได้ยาก จากวัฒนธรรมหลวง กลายเป็นวัฒนธรรมมวลชนที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ หาดูสะดวก มีจัดแสดงตามสถานที่ทั่วไป เนื้อเรื่องกระชับ ระยะเวลาการแสดงสั้นลง และมีเทคนิคพิเศษมาประกอบการแสดง ทั้งฉาก แสง สี เสียง หรือมีเทคนิคใหม่ เช่น ตัวโขนขึ้นรอกลอยในอากาศได้ เป็นต้น

ที่มา : วารสารวัฒนธรรม ปีที่ 55 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2559