อาหารและเครื่องดื่ม

น้ำลูกหว้า น้ำปานะ ในสมัยพุทธกาล

ลูกหว้า เป็นผลไม้ 1 ใน 8 อย่างที่ถูกบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎกว่า สามารถนำมาทำน้ำปานะ หรือน้ำอัฐบาลให้พระภิกษุสงฆ์ฉันได้หลังยามวิกาล หากเรามาพิจารณาให้ดีๆ แล้วนั้น น้ำปานะดังกล่าวมิได้เป็นเพียงเครื่องประทังความหิวในยามวิกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคุณประโยชน์ทางการรักษาโรคอีกด้วย

น้ำลูกหว้า

หว้า มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Jumbolan ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium cumini (L.) วงศ์ : Myrtaceae วงศ์เดียวกับชมพู่ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10 – 35 เมตร ผลสามารถนำมารับประทานได้ โดยเฉพาะผลสด มีลักษณะรูปรี แกมรูปไข่ ฉ่ำน้ำ มีสีม่วงดำ ผิวเรียบมัน รสชาติเปรี้ยว ฝาดอมหวาน คนไทยสมัยก่อนมักจะปลูกไว้บริเวณตามคันนา เนื่องจากต้นหว้าเป็นต้นไม้ที่ชอบความชุ่มน้ำ และเป็นดัชนีชี้วัดปริมาณน้ำฝนที่ตก หากปีใดลูกหว้าดก ออกช่อสีม่วงตามท้องนา แสดงว่าปีนั้นน้ำฝนมาก นอกจากจะเป็นต้นไม้ที่ให้บอกความเป็นไปของสภาพอากาศแล้ว ผลของต้นหว้ายังเป็นผลไม้ชูกำลังให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และเป็นยารักษาโรคได้ เนื่องจากผลหว้า มีลักษณะสีม่วงดำ ประกอบไปด้วยสาร “แอนโธไซยานิน” ซึ่งสารนี้มักพบในพืชผัก ผลไม้ที่มีสีม่วงเข้ม หรือสีแดง สารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดความเสื่อมของเซลล์ มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ ลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และยังมีส่วนประกอบของสาร “แทนนิน” ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยรักษาอาการท้องเสีย และรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

วิธีทำน้ำลูกหว้าหรือน้ำปานะ ก่อนอื่นนำผลลูกหว้าสุกไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วฝานเนื้อลูกหว้าเป็นชิ้นๆ ใส่น้ำต้มให้เดือด จากนั้นกรองกากออก ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม เกลือ และน้ำมะนาว แล้วทิ้งไว้ให้เย็นใส่น้ำแข็งดื่ม

ที่มา : อภัยภูเบศรสาร ปีที่ 14 ฉบับที่ 159 ประจำเดือนกันยายน 2559