อื่นๆ

ผ้าจกคูบัวศิลปะชาวไทยวน

“ผ้าจก” เป็นศิลปะการทอผ้าของชาวไทยวน จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานร่วม 200 ปีมาแล้ว โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้นชาวไทยวนราชบุรีมีถิ่นฐานต้นกำเนิดจากบริเวณกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงอำเภอเมืองเชียงแสน จังวัดเชียงราย ซึ่งในสมัยก่อนนั้นบริเวณดังกล่าวจะถูกเรียกว่า “เวียงโยนก” คำว่า “โยนก” เป็นภาษาบาลี ซึ่งมาจากคำว่า ยะนะ หรือเยนะ ฉะนั้นคนไทยล้านนา ที่อาศัยอยู่เมืองโยนกจะเรียกตัวเองว่า ไทยโยนก, ไทโยนะกะ หรือไทยวน และต่อมาชาวไทยวนก็ได้อพยพกระจัดการกระจายตัวกันอยู่ตามภาคเหนือของไทย เพราะการบุกรุกของพม่า รวมถึงมีชาวไทยวนบางส่วนที่ถูกพม่าจับเป็นเฉลย จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงมีพระบัญชาให้พระยายมราชยกทัพหลวงไปร่วมกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ เพื่อทำการกวาดล้างพม่าที่ยึดครองเมืองเชียงแสนอยู่ในขณะนั้นให้สิ้นซากไป พร้อมกวาดต้อนผู้คนที่พม่าจับไว้เป็นเชลย

ผ้าจก
ซึ่งก็ได้แก่ชาวไทยวนจำนวนกว่า 2 หมื่นคนลงมาด้วย ในระหว่างนั้นชาวไทยยวนบางกลุ่มก็ขอไปตั้งถิ่นฐานใหม่อยู่ที่เชียงใหม่ น่าน ลำปาง อุตรดิตถ์ เช่น ไทยวนที่อำเภอลับแล ท่าปลา ตรอน เป็นต้น ส่วนที่อพยพมาทางใต้ตามทัพหลวงซึ่งนำโดยพระยายมราชนั้น ก็เลือกมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ลุ่มแม่น้ำป่าสักในเขตอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี และอีกส่วนหนึ่งก็ลงไปถึงจังหวัดราชบุรีในปัจจุบัน
โดยชาวไทยยวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดราชบุรี ก็ได้นำเอาวัฒนธรรมการแต่งกาย ตลอดจนศิลปะการทอผ้าจก อันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยวนมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จัก โดยทั่วกันอีกด้วย

นับจากอดีตกาลปัจจุบันนี้ ศิลปะการทอผ้าจกก็ได้มีการสืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยที่กรรมวิธีการผลิตยังคงเป็นแบบดั้งเดิม ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลงานทางด้านศิลปหัตถกรรมชั้นสูง ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และสวยงามละเมียดละไม อย่างหาใครเปรียบได้เหมือน

ผ้าจกไทยอันงดงามแต่ละผืนนั้นมีที่มาจากภูมิปัญญาอันสร้างสรรค์ของชาวไทยวนที่ต้องการสร้างลวดลายอันสวยงามและสะดุดตาให้เด่นชัดขึ้นมาให้เด่นชัดขึ้นมาบนผืนผ้า ด้วยวิธีการอันสร้างสรรค์ อย่างการจกเพื่อเพิ่มเส้นด้ายพุ่งที่มีสีสันสดใส ให้ตัดกันกับเส้นยืนหลัก ที่มักจะใช้ด้ายสีดำเพื่อสร้างลวดลายอันเด่นชัด โดยมีการกะระยะห่างให้เป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของฟืมที่ทอหรือหน้ากว้างของผ้า อันเป็นที่มาของชื่อที่เรียกโดยทั่วกันว่า “ผ้าจก”

ซึ่งการจกที่กล่าวมานั้นจะนิยมใช้วัสดุที่มีความแหลมพอสมควรเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอาทิ ไม้ หรือขนเม่นและในบางครั้ง สำหรับผู้ทอที่มีความชำนาญสูง ก็อาจจะสามารถใช้นิ้วมือควักเส้นด้ายยืนขึ้น แทนการใช้ไม้หรือขนเม่นได้เช่นกัน
หลังจากการผ่านกระบวนการจกอันประณีตจนได้ผ้าจกผืนงามออกมาแล้วนั้น จะมีการนำไปประยุกต์โดยการนำไปเย็บประกอบเข้ากับผ้าชิ้นอื่นๆ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้สอย อาทิ การทำผ้าซิ่นของสตรี คือการนำผ้าจกไปประกอบเข้ากับเชิงผ้านุ่งของสตรี อันเป็นที่มาของ “ผ้าซิ่นตีนจก” แต่ก็มีผ้าซิ่นบางผืนที่ทอผสมกับการจกตลอดทั้งผืน ซึ่งผ้าซิ่นจกในลักษณะนี้ จะเรียกว่า “ซิ่นจก” โดยการจกผ้าจะต้องอาศัยฝีมือความชำนาญและระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน จึงทำให้ชิ้นงานที่ออกมามักจะเป็นผ้าที่จกไว้เฉพาะที่เชิงผ้าเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งเป็นลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าจกนั้นสามารถจำแนกได้ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ลายหลักหรือลายประธาน ซึ่งเป็นลายขนาดใหญ่ใช้สำหรับจกตรงกาลางของตีนผ้าซิ่น มีรูปทรงเป็นโครงสร้างหลักขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงและชื่อเรียกหลากหลาย อาทิ ลายดอกเซียซ้อนหัก, ลายเซียซ้อนเซีย, ลายหักซ้อนหัก, ลายโก้งเก้ง เป็นต้น และลายประกอบที่ใช้นำมาประกอบเข้ากับลายหลักหรือลายประธาน

ผ้าจกผืนหนึ่งนั้นจะต้องอาศัยความประณีตและฝีมือของผู้ทำเป็นอย่างมาก เพราะจะเห็นได้ว่าในผ้าจกผืนหนึ่ง จะประกอบไปด้วยรายละเอียดของลายที่มีความวิจิตร บรรจงรวมอยู่ด้วยกัน จึงมักจะเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ที่พบเห็นและสร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้สวมใส่เสมอ และบ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี นับได้ว่าเป็นถิ่นฐานของชาวไทยวนที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศไทย ที่ยังคงรักษาและสืบทอดมรดกพื้นบ้าน อย่างการทอผ้าจกไว้อย่างกลมกลืนไปกับวิถีชีวิต

ที่มา : หนังสือสมบัติแผ่นดิน