อื่นๆ

ผ้าไหมแพรวา ราชินีแห่งไหมไทย

หากใครมีโอกาสผ่านไปเยี่ยมเยือนตำบลบ้านโพน จังหวัดกาฬสินธุ์ ในช่วงเทศบาลสำคัญ จะพบเห็นภาพชาวบ้านที่พร้อมใจกันสวมใส่ผ้าสไบเฉียงสีแดงลวดลายงดงามมาร่วมงานมงคลกันด้วยความภาคภูมิใจ ซึ่งผ้าสไบสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้กล่าวถึงมานี้ คือ ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ซึ่งผ้าชนิดนี้มีการทอที่เดียวในโลกเท่านั้น คือที่ตำบลบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
เดิมทีนั้นเอกลักษณ์ของผ้าไหมแพรวาที่เด่นชัด คือ สีกำเนิดของผืนผ้าที่มีอยู่สีเดียวเท่านั้น คือ สีแดง ส่วนเส้นไหมที่นำมาจกให้เกิดเป็นลวดลายจะมีเพียง 4 สีเท่านั้น ได้แก่ สีกรมท่า สีเขียว สีเหลือง และสีขาว

ผ้าไหมแพรวา

ลักษณะการนำผ้าไหมแพร่วาไปใช้งาน คือในงานมงคลเท่านั้น โดยนำไปคาดเอว โพกศีรษะ หรือนำมาสไบเฉียง แต่เมื่อยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนไป ต่อมาก็มีการพัฒนาให้มีการใช้ผ้าสีอื่นนอกจากสีแดงมาเป็นสีพื้น และใช้ไหมสีอื่นมาจก รวมถึงมีการขยายความกว้างของผ้าจากหนึ่งศอก ให้กว้างขึ้นมาเป็น 29 นิ้วหรือ 32 นิ้ว ก็เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้งานได้มากขึ้น
ลายของผ้าไหมแพรวา ยังไม่มีใครรู้จักเลยว่าทั้งหมดมีกี่ลาย เพราะมีเป็นพันๆ หมื่นๆ ลาย แล้วแต่ แต่ละครอบครัว โดยแต่ละบ้านจะมี “ผ้าแส่ว” ซึ่งเป็นผ้าต้นแบบที่บรรพบุรุษจะปักลายของผ้าไหมแพรวา เก็บไว้ให้ลูกหลาน แต่ละตระกูลก็จะมีกันผืน สองผืน แต่ละครอบครัวก็จะนำลายในผ้าแส่วมาทอ

ผ้าไหมแพรวา มีทั้งลายยากและลายง่าย ผืนที่นานที่สุดใช้เวลาทำอยู่ปีกว่า ผ้าที่ทอมือทุกผืนไม่มีทางเลยที่จะทอได้เหมือนเดิม ผ้าไหมแพรวาอยู่ในสายเลือดของคนบ้านโพน พ่อแม่ทุกคนก็สอนลูกให้ทำผ้าไหมแพรวาเป็นเหมือนบรรพบุรุษ ชาวบ้านผู้หญิงที่บ้านโพนจะเริ่มทอกันตั้งแต่อยู่ชั้น ป.4 ป.5 แต่ทอเป็นผ้าผืนเล็กๆ ง่ายๆ ก่อน แล้วจึงค่อยซับซ้อนขึ้น

วิธีการดูผ้าไหมแพรวาที่สวย เริ่มจากดูที่ลายความเสมอของลายการทอ ดูจากสี จากเนื้อผ้า ความเสมอในการกระทบหูก หรือกระแทกฟืม คนทำต้องระวังมาก แม้กระทั่งการตั้งกี่ที่ใช้นั่งทอที่ไม่ได้องศา เกิดเอียงซ้าย หรือเอียงขวา ผ้าที่ได้ออกมาก็จะเบี้ยวได้อย่างข้างหนึ่งตึง ข้างหนึ่งหย่อน มันต้องดูหลายส่วนประกอบกัน

ที่มา : หนังสือสมบัติแผ่นดิน