การศึกษา

ภาษาท่าทางของโขน รู้ภาษาโขนก่อนไปดู

โขนเป็นสุดยอดแห่งนาฏกรรมที่รวมศาสตร์และศิลปะหลายแขนงเข้าด้วยกัน ดังนั้นหากมีความรู้เรื่องต่างๆ บ้างก็จะช่วยเพิ่มความสนุกในการชมยิ่งขึ้น

โขน

ภาษาท่าทาง
โขนเปรียบเสมือนละครใบ้เพราะแต่เดิมไม่มีบทร้อง การแสดงแต่ละท่าจะบอกความหมาย ความรู้สึก ความคิด ความประสงค์ต่างๆ เอาไว้ ภาษาท่าทางที่ใช้ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ ท่าใช้แทนคำพูด เช่น รับ ปฏิเสธ ฯลฯ ท่าใช้เป็นอิริยาบถและกิริยาอาการ เช่น เดิน ไหว้ ยิ้ม ร้องไห้ ฯลฯ และท่าแสดงอารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ ฯลฯ บางท่าดูเข้าใจได้เลย เช่น “ไป” แสดงท่าโบกมือออกจากตัวไปจนสุดแขน และถ้าหากโบกมือกลับเข้ามาหาตัวก็แปลว่า “มา” หรือ “ยิ้ม” แสดงด้วยการจีบมือซ้ายขึ้นมาไว้ที่ริมฝีปาก หรือท่าบอกว่า “รัก” ก็งอข้อศอกทั้งสองข้างมาไขว้กันที่หน้าอกแบมือทั้งสองข้างประทับอยู่ที่หน้าอก เป็นต้น

เพลงประกอบ
การออกท่าทางของโขนยังสัมพันธ์กับดนตรี ฉะนั้นหากมีความรู้เรื่องเพลงร่วมด้วยก็จะยิ่งสนุกขึ้น เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาความเคลื่อนไหวต่างๆ หรืออารมณ์ของตัวละคร เช่น เพลงเชิด มีจังหวะเร็วจึงใช้สำหรับการรบพุ่งที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และใช้สำหรับการเดินทางไกล ในกลุ่มเพลงเชิดเองก็มีทำนอง ลีลา ความหมาย และจุดประสงค์ต่างกัน เช่น “เพลงเชิดฉาน” ใช้สำหรับคนไล่สัตว์ เช่น พระรามออกตามกวาง “เพลงเชิดนอก” ใช้สำหรับไล่สัตว์ด้วยกันเองหรืออมนุษย์ไล่อมนุษย์ เช่น หนุมานไล่จับนางสุวรรณมัจฉา “เพลงเสมอ” ใช้ในการเดินระยะสั้น หรือการเคลื่อนไหวที่ไปในลักษณะช้าๆ หรือเป็นเพลงเดินในพิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากเพลงเสมอธรรมดาแล้ว ยังมีเพลงเสมอตามสภาพ หมายถึง เพลงเสมอที่มีชื่อตามภาพตัวละคร “เสมอเถร” ใช้สำหรับฤาษี “เสมอมาร” ใช้สำหรับยักษ์
ดังนั้นเวลาได้ยินคนพากษ์หรือเจรจาแล้วเอ่ยต่อท้ายว่า “เชิด” หรือ “เสมอ” ฯลฯ ซึ่งเรียกว่า “บอกหน้าพาทย์” คือเป็นการเรียกให้ผู้แสดงรำหน้าพาทย์อะไร และให้ปี่พาทย์ดำเนินเพลงไปตามนั้น

ลักษณะบทโขน
ประกอบด้วย บทพากษ์ บทเจรจา และบทร้อง ซึ่งอย่างหลังแต่เดิมมีเฉพาะโขนโรงใน และโขนฉากเท่านั้น ปัจจุบันบ้างก็เพิ่มเข้ามาเพื่ออรรถรสในการแสดงอารมณ์ ส่วนใหญ่นิยมแต่งเป็นกลอน บทละคร บทโขนโดยหลักๆ คือ บทพากย์ แบ่งเป็น พากษ์เมือง หรือ พากษ์พลับพลา คือบทที่พากษ์ถึงตัวเอก เช่น ทศกันฐ์ หรือพระราม ประทับในปราสาทหรือพลับพลา “พากษ์รถ” เป็นบทชมพาหนะ ทั้งรถ ม้า ช้าง หรืออื่น รวมถึงชมกระบวนทัพและไพร่พลด้วย “พากษ์โอ้” เป็นบทโศกเศร้า รำพัน คร่ำครวญ ซึ่งตอนต้นเป็นพากษ์ ตอนท้ายเป็นทำนองร้องเพลง โอ้ปี่ ให้ปี่พาทย์รับ นอกจากนี้ยังมี พากษ์ชมดง เป็นบทชมป่าเขาลำเนาไพร พากษ์บรรยาย เป็นบทขยายความเป็นมาเป็นไป หรือ พากษ์รำพึงรำพันใดๆก็ได้ และพากษ์เบ็ดเตล็ด ใช้ในโอกาสทั่วๆไป เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่เข้าประเภทใด เช่น กล่าวว่าใครทำอะไร หรือพูดกับใครว่าอย่างไร

อีกส่วนหนึ่งคือ “บทเจรจา” ซึ่งจะแต่งเป็นร่ายยาว ส่งและรับสัมผัสกันไปเรื่อยๆ เดิมมักเป็นบทที่คิดด้นขึ้นสดๆ ด้วยความสามารถและปฏิภาณของคนพากษ์เจรจา ปัจจุบันจะเตรียมไว้ก่อนเพื่อให้ได้ถ้วยคำสละสลวย มีสัมผัส และได้ความถูกต้องตามเรื่อง แต่ผู้พากษ์เจรจาที่เก่งๆ ยังอาจใช้ถ้วยคำคมคาย เหน็บแนมเสียดสี โต้ตอบกันได้อย่างน่าฟัง

ที่มา : วารสารวัฒนธรรม ปีที่ 55 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2559