สารพิษสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายแบ่งตามการออกฤทธิ์ ได้ 4 ชนิด

สารพิษ (Poisons) คือ สารเคมีที่มีสภาพเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางปาก ทางเดินหายใจ หรือทางผิวหนังก็ได้ และทำให้เกิดอันตรายต่อโครงสร้างและหน้าที่การทำงานของร่างกายด้วยปฏิกิริยาทางเคมี ความเป็นอันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติ ปริมาณ และ เส้นทางที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสารที่ทำให้เกดิพิษได้นั้นก็มีตั้งแต่เป็นแร่ธาตุต่างๆ เช่น สารตะกั่ว สารหนู และพิษจากสารสังเคราะห์ เช่น ยาฆ่าแมลง รวมไปถึงสารพิษจากพืชและสัตว์ เช่น เห็ดพิษ งูพิษ เป็นต้น การจำแนกสารพิษตามการออกฤทธิ์ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ชนิด คือ 1. ชนิดกัดเนื้อ (Corrosive) โดยสารพิษชนิดนี้จะออกฤทธิ์ทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายทำให้มีลักษณะไหม้ พอง ได้แก่ กรด ด่าง น้ำยาฟอกขาว เป็นต้น 2. ชนิดทำให้เกิดการระคายเคือง (Irritants) โดยสารพิษชนิดนี้จะออกฤทธิ์ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน และก่อให้เกิดการอักเสบตามมา เช่น สารหนู ก๊าซแอมโมเนีย ก๊าซคลอรีน น้ำมันปิโตรเลียม ตัวทำละลายอินทรีย์ เป็นต้น 3….

ลักษณะของแบบสอบถามที่ดีเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง

เนื่องจากแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ที่ต้องอาศัยความเข้าใจ และการรับรู้ของผู้ตอบแบบสอบถาม (Subjective) เป็นสำคัญ ดังนั้นการที่จะำได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เม่นยำ และเชื่อถือได้ จะต้องมีการออกแบบ แบบสอบถามที่ดี และสามารถใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ลักษณะของข้อคำถามหรือแบบสอบถามที่ดี ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1. มีความเหมาะสม (Appropriate) คือ สามารถให้คำตอบตรงตามคำถามที่ต้องการจะถาม โดยคำถามจะต้องตรงตามประเด็น หรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ไม่ถามออกนอกลู่นอกทาง หรือนอกประเด็นที่ไม่สำคัญ 2. เข้าใจง่าย (Intelligible) คือ ต้องเป็นคำถามที่ผู้ตอบสามารถเข้าใจได้ง่าย ใช้ภาษาที่เป็นที่เข้าใจในกลุ่มผู้ตอบ ไม่ใช้ศัพท์วิชาการมากเกินไป 3. ไม่กำกวม (Unambiguous) คือ คำถามที่ถามจะต้องมีความเข้าใจตรงกัน ในระหว่างผู้ถามกับผู้ตอบ ไม่เป็นคำถามเชิงซ้อน หรือใช้หลายคำถามในประโยคเดียวกัน จนก่อให้เกิดความสับสน 4. ไม่มีความลำเอียง (Unbiased) คือ ลักษณะของคำถามจะต้องไม่มีการชี้นำที่จะให้ผู้ตอบต้องตอบคำถามไปในทางที่ผู้ถามต้องการ หรือมีลักษณะที่ทำให้ผู้ตอบเลือกที่จะตอบบางข้อมากกว่าข้ออื่นๆ 5. สามารถครอบคลุมในประเด็นคำตอบได้ทั้งหมด (Omnicompeyent) คือ ในกรณีที่คำถามที่มีคำตอบเป็นตัวเลือกต่างๆ จะต้องจัดทำตัวเลือกของคำตอบที่อาจจะมีได้ ให้ครอบคลุมในทุกประเด็น ในบางกรณีถ้าไม่แน่ใจอาจจะใช้ตัวเลือก “อื่นๆ” ไว้ในข้อสุดท้ายเพื่อให้ผู้ตอบสามารถเลือกตอบได้ และควรให้ระบุข้อความที่จะตอบลงไปด้วย…

ลักษณะของหัวใจและการทำงานของหัวใจ ที่มาของการเต้นของชีพจรและความดันโลหิต

หัวใจ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดตลอดเวลาไม่มีการหยุด เพื่อให้กระแสเลือดหมุนเวียนทั่วร่างกายต่อเนื่องกัน หัวใจมนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 ช่อง คือ บนซ้าย ล่างซ้าย บนขวา และล่างขวา เลือดที่อยู่ในสองช่องซ้ายจะเป็นเลือดดีที่มาจากปอด เรียกว่าเลือดแดง ส่วนเลือดในสองช่องขวาจะเป็นเลือดที่รับมาจากร่างกายเป็นเลือดที่ใช้ออกซิเจนไปจนหมดแล้ว เรียกว่า เลือดดำ หัวใจช่องล่างจะมีผนังหนาและแข็งแรง และมีขนาดใหญ่กว่าหัวใจช่องบน ระหว่างหัวใจช่องบนและล่างจะมีลิ้นหัวใจเปิดทางเดียวเพื่อให้เลือดจากช่องบนไหลลงช่องล่างได้ แต่ไหลย้อนกลับไม่ได้ กล้ามเนื้อหัวใจจะประกอบด้วยเซลล์เฉพาะ ในขณะที่กล้ามเนื้อหดตัวจะบีบเลือดในหัวใจออกจากช่องล่างโดยเลือดแดงจะกระจายไปยังอวัยวะทั่วร่างกาย แต่เลือดดำจะไหลไปยังปอด ในช่วงคลายตัวหัวใจจะขยายโตขึ้นและดูดเลือดเข้ามาโดยผ่านทางช่องบนและลงมาช่องล่าง สองช่องซ้ายจะรับเลือดแดงจากปอด ในขณะที่สองช่องขวารับเลือดดำจากเซลล์ทั่วร่างกาย และถูกสูบฉีดออกไปเป็นวัฏจักรเรื่อยๆ โดยเลือดดำที่ออกจากช่องล่างขวาของหัวใจไปปอดจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และรับออกซิเจนจากอากาศในปอดกลับกลายเป็นเลือดแดงไหลกลับเข้าสู่หัวใจด้านซ้ายเพื่อถูกสูบฉีดไปทั่วร่างกายต่อไป การบีบตัวของหัวใจทำให้แรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้นและเมื่อคลายตัวแรงดันจะต่ำลง แรงดันนี้สามารถทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัวและหดตัวสลับกัน ทำให้สัมผัสได้ในลักษณะ การเต้นของชีพจร ซึ่งใช้เป็นการวัดความถี่ในการเต้นของหัวใจ ส่วนแรงดันที่เกิดขึ้นก็สามารถใช้เครื่องมือวัดได้ เช่นกัน เรียกว่า ความดันโลหิต

กระบวนการหายใจผ่านอวัยวะที่ใช้ในการหายใจและการแลกเปลี่ยนออกซิเจน

มนุษย์หายใจประมาณวันละ 15,000 – 20,000 ครั้ง โดยอากาศจะผ่านเข้าทางจมูกและปาก ผ่านหลอดลมลงสู่ปอด การหดตัวของกล้ามเนื้อจะดึงกระบังลมทำให้ช่องทรวงอกขยาย เป็นผลให้แรงดันในช่องทรวงอกลดลง ถุงลมในปอดซึ่งมีลักษณะยืดหยุ่นจะพองตัวขึ้นดูดอากาศจากภายนอกเข้าไป กระบวนการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปอดเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยถุงลมขนาดเล็กรวมกันจนดูมีลักษณะคล้ายฟองน้ำที่มีรูพรุน ซึ่งทำให้มีพื้นที่มากขึ้นเพื่อให้ออกซิเจนในอากาศซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดี โพรงจมูกมีลักษณะเปียกชื้นและมีขนจมูกซึ่งช่วยสกัดกั้นฝุ่นละออง เซลล์โดยรอบโพรงจมูกจะมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมากเพื่อให้ความอบอุ่นและปรับอุณหภูมิของอากาศที่เย็นให้เป็นอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับร่างกายก่อนจะเข้าสู่ปอด เพราะถ้าอากาศที่เย็นจัดเกินไปเข้าไปสู่ปอดจะสามารถเป็นอันตรายต่อเซลล์ในปอดได้ เนื่องจากมีหลอดเลือดจำนวนมาก เมื่อได้รับการกระทบกระเทือนบริเวณโพรงจมูกจึงทำให้เลือดออกได้ง่าย บริเวณคอหอย (Pharynx) เป็นบริเวณที่อยู่ด้านหลังของช่องปาก มีต่อมทอนซินซึ่งล้อมรอบด้วยท่อน้ำเหลืองเป็นจำนวนมาก ช่วยในการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่หลุดลอดเข้าไป อากาศจะเคลื่อนผ่านโพรงจมูก ผ่านกล่องเสียง เข้าสู่หลอดลมที่อยู่บริเวณคอส่วนบน และเข้าสู่ปอดต่อไป ทางเดินหายใจของจมูกและปากจะเชื่อมต่อกันถึงบริเวณลำคอส่วนบน บริเวณนี้เป็นจุดพบกันของ 4 ท่อ คือ ท่อทางเดินหายใจจากจมูก ท่อทางเดินหายใจจากปาก ท่อหลอดลมเข้าสู่ปอดอยู่ด้านหน้าของลำคอ และท่ออาหารซึ่งแบบติดด้านหลังของหลอดลม เหนือช่องหลอดลมจะมีแผ่นกระดูกอ่อนหรือฝาปิดกล่องเสียง ซ฿่งเคลื่อนปิดหลอดลมเวลากลืนอาหาร และเปิดในสภาวะปกติ การหายใจถูกควบคุมโดยกล้ามเนื้อกะบังลมและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ถาปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงขึ้นเพียงร้อยละ 0.3 จะกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมอง บังคับกล้ามเนื้อกะบังลมขยายให้อากาศเข้าปอดมากขึ้นเป็น 2 เท่า การไแ การจาม การสะอึก เป็นอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจเพื่อตอบสนองสิ่งรบกวนที่เข้าไปในหลอดลม อากาศเคลื่อนที่เข้าสู่ปอด ซึ่งเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยถุงลมเล็กๆมากมาย ผนังถุงลมเหล่านี้ประกอบด้วยเซลล์ปอด แต่ละถุงจะมีขั้วต่อเข้ากับหลอดลมและล้อมรอบด้วยหลอดเลือดฝอยทั้งแดงและดำจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงกับหลอดเลือดใหญ่จากหัวใจ…

เทคนิคง่ายๆในการถ่ายภาพอาหารให้ออกมาดูสวยงามสำหรับช่างภาพมือสมัครเล่น

การถ่ายภาพอาหารให้ออกมาดูน่าสนใจนั้น ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่คิด แต่อาจจะต้องอาศัยเทคนิคนิดหน่อยเพื่อให้ภาพออกมาดูดี สีสันสวยงาม ซึ่งก็ขอแนะนำเทคนิคง่ายๆ 5 ข้อ ดังนี้ การใช้สีเข้าช่วย  โดยคุณจะต้องใช้เลือกจานที่มีสีมารองเพื่อให้อาหารของคุณดูโดดเด่น และสีของจานนั้นไม่ควรมีสีสันมากเกินไปเพราะจะทำให้ภาพของคุณดูไม่น่าสนใจ การจัดฉากหลัง สำคัญมากในการถ่ายภาพทุกชนิด ฉากหลังไม่ควรรกเกินไป เพราะมันจะทำให้ภาพของคุณเกิด noise มาก และยังทำให้ภาพดูไม่โดดเด่นไม่น่าสนใจ และดูรกตาอีกด้วย การหามุมกล้อง โดยมุมกล้องที่นิยมโดยทั่วไปคือ 30 องศา เป็นต้นไป แต่มักจะไม่เกิน 90 องศา คุณจะต้องลองปรับเปลี่ยนตั้งมุมกล้องของคุณให้เหมาะสม การจัดเรียงอาหาร คุณจะต้องจัดวางให้สวยงาม มีการตกแต่งหน้าตาอาหารให้ดูดี แยกอาหารแต่ละประเภทให้เป็นสัดส่วน ควรใช้แสงธรรมชาติในการถ่าย เนื่องจากจะทำให้อาหารที่ถ่ายนั้นมีสีสันที่ถูกต้อง สมจริง แต่ถ้าใช้แสงแฟลตจะมีการปรับสมดุลสีขาวซึ่งจะทำให้สีของอาหารผิดเพี้ยนไปได้ เพียง 5 เคล็ดลับนี้ให้คุณลองปฏิบัติตามง่ายๆ และลองถ่ายรูปออกมาแล้วคุณจะได้รู้ว่า แม้ไม่ใช่มืออาชีพ ก็สามารถถ่ายภาพออกมาได้สวยงามเช่นกัน

สาเหตุของความพิการแต่กำเนิดและสารพิษที่ก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิด

ความพิการแต่กำเนิดมีสาเหตุมาจาก 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1. ยีนหรือโครโมโซมมีความผิดปกติ 2. สาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบ 3. การเกิดปฏิกิริยาร่วมกัน ระหว่างยีนหลายยีน กับสิ่งแวดล้ม โดยพบว่าร้อยละ 6-7 ของทารกที่พิการแต่กำเนิดมีสาเหตุมาจากโครโมโซมมีความผิดปกติ และร้อยละ 20-25 เกิดจากปฏิกิริยาร่วมกันระหว่างยีนหลายยีน กับสิ่งแวดล้อม และร้อยละ 7-10 มาจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงสารเคมี ยา ภาวะการเป็นโรคและการติดเชื้อของมารดา ส่วนร้อยละ 50-60 ของทารกที่คลอดออกมาพิการนั้นยังไม่ทราบสาเหตุ และจากการศึกษาฤทธิ์การก่อลูกวิรูปของสารเคมีชนิดต่างๆในสัตว์ทดลอง และได้สรุปผลออกมาว่า มีสารพิษที่สามารถก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิดในคน ได้แก่ 1. รังสีที่ใช้ในการรักษา เช่น เรดิโอไอโอดีน (Radioiodine) อะตอมมิกฟอลล์เอาต์ (Atomic Fall out) เป็นต้น 2. สารเคมีพวกแอนโดรเจน (Androgenic chemicals) ตัวยับยั้งเอนไซม์เปลี่ยนแองจิโอเทนซิน 3. ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เช่น เตตระซัยคลิน (Tetracycline) 4. ยารักษามะเร็ง…

แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการอ่านเพื่อให้อ่านหนังสือเร็วและจับประเด็นได้ง่ายขึ้น

การที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการอ่าน อ่านช้า หรือการอ่านแล้วจับประเด็นไม่ได้นั้น เนื่องมาจากปัญหาเหล่านี้ 1. อ่านอย่างไม่มีวัตถุประสงค์ แก้ไขได้โดยเลือกวิธีการอ่านให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ เช่น ต้องการอ่านเพื่อหาคำตอบบางประการ ก็ให้อ่านคร่าวๆ ไม่ต้องละเอียดมากนัก หรืออ่านเพื่อพินิจพิเคราะห์หรือศึกษารายละเอียด ก็ต้องอ่านอย่างละเอียด หาข้อมูลสนับสนุนที่สอดคล้องกับประเด็น หรือความคิด และประเมินความคิดเห็นจากข้อเขียน แต่ถ้าเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิงก็ไม่ต้องละเอียดมากนัก อาจให้การอ่านอย่างรวดเร็วก็ได้ 2. ขาดสมาธิในการอ่าน การสร้างสมาธิในการอ่านสามารถทำได้โดย การเลือกสถานที่ที่สงบ แสงสว่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนอ่านเนื่องจากจะทำให้ง่วงหลับได้ และควรทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อยก่อนเริ่มอ่าน สร้างความพร้อมทางด้านจิตใจ โดยให้นึกว่าการอ่านเป็นงานอย่างหนึ่งที่จะต้องทำให้เสร็จ พยายามสร้างความแน่วแน่ในการอ่าน ไม่ใจลอย เพื่อให้สามารถอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. รู้จักคำศัพท์ไม่เพียงพอ แก้ไขได้โดยการฝึกนิสัยให้รักการอ่าน เพิ่มพูนคำศัพท์ ฝึกการอ่านจับใจความ พยายามเดาความหมายของคำที่อ่านพบใหม่ สังเกตุดูคำศัพท์คำนั้นถูกใช้ในตำแหน่ง หน้าที่ โอกาสใด จะช่วยในการเดาความหมาย หรืออาจใช้พจนานุกรมตรวจดูความหมายของคำบางคำเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง 4. ไม่รู้จักเทคนิคในการอ่านที่ดี ในการอ่านที่ดีจะต้องรู้จักส่วนต่างๆของหนังสือ สารบัญ คำนำ วัตถุประสงค์ และฝึกการอ่านที่รวดเร็ว โดยการหลีกเลี่ยงการอ่านทีละคำ แต่ให้อ่านทีละประโยค และต้องคำนึงถึงความเข้าใจในสาระที่อ่านด้วย ใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ3R คือ สำรวจความครอบคลุมของเนื้อหาที่จะอ่าน…