บทความดีดี มีสาระ

เว็บไซท์รวบรวม บทความดีดี มีสาระ สำหรับทุกท่านที่ต้องการสาระดีดี

Browsing Posts in ความปลอดภัย

ความร้อนเกิดจากหลายปัจจัย แหล่งกำเนิดความร้อนที่มีอิทธิพลต่อร่างกายของคน ประกอบด้วย ความร้อนจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารภายในร่างกาย ความร้อนจากการทำงาน และความร้อนจากสิ่งแวดล้อม

  1. ความร้อนจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย หรือเรียกว่า กระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) โดยปกติแล้วร่างกายจะเผาผลาญสารอาหารในร่างกายเพื่อให้เกิดพลังงาน ซึ่งจะได้ผลผลิตคือ คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ ไนโตรเจน และพลังงานความร้อนออกมา ค่าความร้อนที่ถูกผลิตขึ้นมาสามารถวัดได้จากปริมาณออกซิเจนที่หายใจเข้าไป อัตราการเผาผลาญสารอาหารนี้ในแต่ละคนจะแตกต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างของขนาดร่างกาย การพัฒนาของกล้ามเนื้อ ความสมบูรณ์ของร่างกายและอายุ
  2. ความร้อนจากการทำงาน เมื่อคนเราออกกำลังกาย ทำกิจกรรมหรือทำงาน ก็จะทำให้ร่างกายต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นและผลิตความร้อนออกมามากขึ้นด้วย ซึ่งปริมาณความร้อนจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับ ปริมาณงานหรือภาระงาน (Work load) ผู้ที่ทำงานหนักย่อยมีความร้อนเกิดขึ้นในร่างกายสูงกว่าผู้ที่ทำงานเบา
  3. ความร้อนจากสิ่งแวดล้อม แหล่งกำเนิดความร้อนจากสิ่งแวดล้อมที่สำคัญได้แก่ ความร้อนจากดวงอาทิตย์ และความร้อนจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม

- ดวงอาทิตย์ ถือเป็นแหล่งกำเนิดความร้อนที่ใหญ่ที่สุดที่โลกได้รับ กลุ่มบุคคลที่ต้องสัมผัสกับความร้อนจากดวงอาทิตย์เป็นประจำก็คือ กลุ่มคนที่ต้องทำงานหนักกลางแจ้ง เช่น กรรมกร ชาวนา ชาวไร่ สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานภายในอาคาร ก็อาจได้รับความร้อนจากการส่งผ่านความร้อนจากแสงอาทิตย์ผ่านหลังตาหรือผนังอาคาร เป็นผลให้ตัวอาคารร้อนขึ้น ระดับความร้อนจะขึ้นอยู่กับฤดูกาล ทิศทาง และเมฆหมอกต่างๆ ที่ปกคลุม ตลอดจนชนิดของโครงสร้าง สี ความขรุขระของผิว และคุณสมบัติการสะท้อนของพื้นผิวของหลังคาหรือผนังอาคารด้วย

- แหล่งกำเนิดความร้อนในอุตสาหกรรม มักเกิดมาจากเตาหลอม เตาเผา เตาอบ หม้อไอน้ำ และแรงดันไอในกระบวนการผลิตต่างๆ ซึ่งมีผลต่อผู้ปฏิบัติงานหรือคนงานที่ต้องทำงานในบริเวณใกล้เคียง

  1. อยู่ไกลหรือมีระยะห่างจากบริเวณ ที่สำคัญต่างๆ ห่างไกลจากบริเวณที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น เช่น  หมู่บ้านที่พักอาศัย ตลาด ห่างไกลจากแหล่งน้ำสาธารณะ ห่างไกลจากบริเวณที่อาจมีน้ำท่วมรวมถึงห่างไกลจากแหล่งอันตรายอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นภายนอกสถานที่จัดเก็บนั้น เช่น ห่างไกลจากบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น สำหรับการจัดเก็บภายในโรงงาน ควรให้ห่างจากบริเวณพื้นที่การผลิต อาคารที่มีคนทำงาน พื้นที่จัดเก็บสิ่งอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ ที่สำคัญ คือ ควรอยู่ห่างจากแหล่งความร้อน
  2. มีเส้นทางที่สะดวกต่อการขนส่งและการดำเนินงานในภาวะฉุกเฉิน ควรคำนึงถึงเส้นทางที่รถบรรทุกจะวิ่งเข้าออกเพื่อขนส่งและขนย้ายภาชนะบรรจุสารเคมีและวัตถุอันตราย นอกจากนี้หากเกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น สารเคมีรั่วไหล ไฟไหม้ ฯลฯ การอพยพคน การขนย้ายภาชนะบรรจุ การเข้าถึงของรถดับเพลิง ฯลฯ ก็ต้องอาศัยการมีเส้นทางที่สะดวก มิฉะนั้นจะส่งผลให้เกิดความเสียหายขึ้นได้
  3. มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สิ่งอำนวยความสะดวกต้องเพียงพอต่อความต้องการ สิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญ ได้แก่ ระบบจ่ายไฟฉุกเฉิน ระบบดับเพลิง ระบบกักกันสารเคมีที่หกรั่วไหล ระบบกักกันน้ำดับเพลิงไม่ให้ไหลลงแหล่งน้ำสาธารณะ
  4. มีพื้นที่เพียงพอต่อการสร้างสถานที่จัดเก็บ คือ มีพื้นที่ที่จะใช้สำหรับวางภาชนะบรรจุ ต้องมีระยะห่างระหว่างสารประเภทต่างๆ ต้องมีการติดตั้งผนังทนไฟ และต้องมีช่องทางการจราจรสำหรับเคลื่อนย้ายภาชนะบรรจุ ฯลฯ นอกจากนี้ หากจะมีอาคารหรือสถานที่จัดเก็บมากกว่า 1 อาคารในบริเวณเดียวกัน ก็ต้องมีระยะห่างระหว่างอาคารที่มากเพียงพอต่อการฉีดน้ำดับเพลิงของรถดับเพลิง
  5. ทำเลที่ตั้งและสถานที่จัดเก็บมีความปลอดภัย กล่าวคือ มีความปลอดภัยต่อการบุกรุกของบุคคลภายนอก จากการโจรกรรมและลอบวางเพลิง ไม่เป็นมุมอับหรือลับตาคน (โดยเฉพาะยามรักษาความปลอดภัย) บริเวณนั้นๆควรมีกำแพงหรือรั้วกั้นที่มั่นคง แข็งแรง และมียามรักษาความปลอดภัยพร้อมอุปกรณ์ เช่น ไฟฉาย

มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย มีวิธีการจำแนกบริเวณอันตราย 2 วิธี คือ

-การจำแนกเป็นประเภท (Class) และแบบ (Division)

-การจำแนกเป็นประเภท (Class) และโซน (Zone)

การจำแนกเป็นประเภทและแบบ

1. บริเวณอันตรายประเภทที่ 1 คือ บริเวณที่ซึ่งมีก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟผสมอยู่ในอากาศปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดการจุดระเบิดได้

- บริเวณอันตรายประเภทที่ 1 แบบที่ 1 คือ บริเวณที่มีการใช้ก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟ ซึ่งสามารถรั่วไหลจากกระบวนการทำงานตามปกติ การซ่อมบำรุง รวมทั้งการรั่วไหลจากเหตุหรืออุปกรณ์ หรือเครื่องจักรทำงานผิดปกติ และยังอาจทำให้เกิดประกายไฟหรือความร้อนที่ทำให้สารไวไฟรั่วไหลจุดติดไฟได้

- บริเวณอันตรายประเภทที่ 1 แบบที่ 2 คือ บริเวณที่มีการใช้ก๊าซหรทอของเหลวไวไฟในระบบปิดซึ่งไม่มีการรั่วไหลนอกจากเกิดความเสียหายของภาชนะบรรจุ และบริเวณที่อยู่ใกล้กับพื้นที่อันตรายประเภทที่ 1 แบบที่ 1 ซึ่งก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟอาจถ่ายเทถึงกันได้ นอกจากนี้พื้นที่อันตรายประเภทที่ 1 แบบที่ 1 ซึ่งเมื่อได้ติดตั้งระบบระบายอากาศเพื่อช่วยลดปริมาณสารไวไฟที่ผสมในอากาศอย่างเหมาะสม แต่อาจเกิดสภาพอันตรายได้เมื่อระบบระบายอากาศขัดข้อง ก็จัดเป็นพื้นที่อันตราย แบบที่ 2 ด้วย

2. บริเวณอันตรายประเภทที่ 2 คือ บริเวณที่ซึ่งมีฝุ่นที่เผาไหม้ได้ในปริมาณมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดการจุดระเบิดได้

- บริเวณอันตรายประเภทที่ 2 แบบที่ 1 คือ บริเวณที่มีฝุ่นเผาไหม้ได้อยู่ในอากาศในปริมาณมากพอให้เกิดส่วนผสมที่จุดระเบิดได้ในกระบวนการทำงานปกติ และบริเวณที่มีฝุ่นที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีในปริมาณที่อาจทำให้เกิดอันตรายจากการระเบิด รวมทั้งกรณีที่ฝุ่นที่เผาไหม้ได้เกิดการรั่วไหลจากเหตุที่อุปกรณ์หรทอเครื่องจักรทำงานผิดปกติ และอาจทำให้เกิดประกายไฟหรือความร้อน ซึ่งทำให้ฝุ่นที่รั่วไหลออกมาเกิดการจุดระเบิดได้

- บริเวณอันตรายประเภทที่ 2 แบบที่ 2 คือ บริเวณที่มีฝุ่นที่เผาไม้ได้อยู่ในอากาศในปริมาณไม่มากพอให้เกิดส่วนผสมที่จุดระเบิดได้ในกระบวนการทำงานปกติ และบริเวณที่มีฝุ่นซึ่งอาจเกิดการสะสมอยู่บนอุปกรณ์ไฟฟ้า และอาจขัดขวางการระบายความร้อนของอุปกรณ์นั้น แต่ประกายไฟจากการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือจากการลัดวงจรไฟฟ้า อาจทำให้ฝุ่นเหล่านี้เกิดการจุดระเบิดได้

3. บริเวณอันตรายประเภทที่ 3 คือ บริเวณที่มีเส้นใยที่จุดติดไฟได้ง่าย มากเพียงพอที่จะทำให้เกิดอันตรายจากการจุดระเบิดได้

- บริเวณอันตรายประเภทที่ 3 แบบที่ 1 คือ บริเวณที่มีการผลิต การใช้  หรือการขนถ่ายเส้นใยที่จุดติดไฟได้ง่าย ในปริมาณที่เพียงพอให้เกิดการจุดระเบิดได้

- บริเวณอันตรายประเภทที่ 3 แบบที่ 2 คือ บริเวณที่มีการจัดเก็บหรือขนถ่ายเส้นใยที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ได้ง่ายในปริมาณมาก

การจำแนกเป็นประเภทและโซน

เป็นการแบ่งบริเวณอันตรายตามมาตรฐาน IEC ซึ่งครอบคลุมสารไวไฟที่เป็นก๊าซ โดยแบ่งออกเป็นโซน 0 โซน 1 และ โซน 2

โซน 0 คือ พื้นที่อันตรายเนื่องจากมีก๊าซหรือไอระเหยของสารไวไฟผสมอยู่มนบรรยากาศจนเกิดบรรยากาศที่จุดติดไฟได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

โซน 1 คือ พื้นที่อันตรายเนื่องจากมีการรั่วไหลของแก๊สหรือไอระเหยของสารไวไฟออกมาผสมอยู่ในบรรยากาศที่จุดติดไฟได้อยู่บ่อยครั้งในกระบวนการทำงานตามปกติ

โซน 2 คือ พื้นที่อันตรายเนื่องจากมีการรั่วไหลของแก๊ส หรือไประเหยของสารไวไฟออกมาผสมอยู่ในบรรยากาศจนเกิดบรรยากาศที่จุดติดไฟได้นานๆครั้ง เช่น เมื่อเกิดอุบัติเหตุในกระบวนการทำงาน แต่ไม่ปล่อยให้เกิดการรั่วไหลเป็นเวลานาน

คีม เป็นเครื่องมือที่ใช้แรงบิดสำหรับจับ ยึด ตัด สิ่งต่างๆ เช่น โลหะแผ่นบาง สายไฟฟ้า ท่อขนาดเล็ก และเส้นลวด เป็นต้น มีการนำมาใช้มากในโรงงานโลหะแผ่น งานซ่อมวิทยุ หรือ อิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์ คีมมีหลายชนิด แต่ที่สำคัญมีดังนี้ คือ คีมปากแบนหรือปากจิ้งจก (Flat Nose Pliers) คีมปากขยาย (Slip Joint Pliers) คีมล็อค (Vise Grip Pliers) คีมตัด (Cutting Pliers) และคีมตัดปากทแยง (Diagonal Cutting Pliers or Side cutters) เป็นต้น

การใช้คีมด้วยความปลอดภัย ทำได้ดังนี้

  1. เลือกใช้คีมให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของคีมชนิดนั้นๆ เช่น คีมตัดไม่เหมาะกับการใช้จับ คีมตัดสายไฟฟ้าไม่เหมาะที่จะใช้ตัดแผ่นโลหะ เป็นต้น
  2. ฟันที่ปากของคีมจับต้องไม่สึกหรอ ส่วนปากของคีมตัดต้องไม่ทื่อ
  3. การจับคีม ควรให้ด้ามคีมอยู่ที่ปลายนิ้วทั้ง 4 แล้วใช้อุ้งมือและนิ้วหัวแม่มือกดด้ามคีมอีกด้าน จะทำให้มีกำลังในการจับหรือตัด
  4. การปลอกสายไฟฟ้าควรใช้คีมปลอกสายไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพราะจะมีขนาดของรูปเท่ากับขนาดของสายไฟฟ้าพอดี ส่วนการตัดสายไฟฟ้าหรือเส้นลวดที่ไม่ต้องการให้โผล่จากชิ้นงานควรใช้คีมตัดปากทแยง
  5. ไม่ควรใช้คีมตัดโลหะที่มีขนาดใหญ่หรือแข็งเกินไป แต่ให้ใช้กรรไกรแทน
  6. ไม่ควรใช้คีมขันหรือคลายหัวนอต เพราะจะทำให้หัวนอตชำรุด
  7. ถ้าต้องจับชิ้นงานให้แน่นควรใช้คีมล็อก
  8. ถ้าชิ้นงานมีขนาดใหญ่ ควรใช้คีมปากขยาย การใช้คีมที่ปากเล็กจะไม่มีกำลังที่จะจับชิ้นงานให้แน่น เพราะ ด้ามของคีมจะถ่างมากไป
  9. ถ้าต้องการเก็บคีมไว้นาน ควรหยอดน้ำมันที่จุดหมุนของคีม และควรมีการหยอดน้ำมันเป็นระยะ
  10. หลังจากเลิกใช้งานประจำวัน ควรเช็ดทำความสะอาด แล้วเก็บไว้ในที่ที่จัดเตรียมไว้หรือที่ปลอดภัย

ประแจ เป็นเครื่องมือที่ใช้แรงบิดที่สำคัญ ใช้สำหรับจับ ยึด ขัน หรือคลายหัวสกรู นอต สลักเกลียว และท่อประแจจะมีรูปร่าง ขนาด และความยาวแตกต่างกัน ประแจแบ่งออกได้เป็น3 ชนิด คือ

  1. ประแจชนิดปากปรับได้ (Adjustable  Wrenches) ประแจชนิดนี้ สามารถปรับให้ปากประแจเล็กหรือใหญ่ได้ตามความเหมาะสมของงานที่จะนำไปใช้ เช่น ประแจเลื่อน และประแจจับแป๊ป หรือประแจคอม้า เป็นต้น
  2. ประแจชนิดปากปรับไม่ได้ (Nonadjustable Wrenches) ประแจชนิดนี้ปากของประแจจะมีขนาดคงที่ไม่สามารถปรับให้เล็กหรือใหญ่ได้ เช่น ประแจปากตาย (Open-end Wrench) ประแจแหวน (Ring or Box Wrenches) และประแจรวม (Combination Wrenches) เป็นต้น
  3. ประแจชนิดพิเศษ (Special Screw Wrenches) ประแจชนิดนี้ปกติจะออกแบบให้เหมาะสมกับหัวสกรูหรือนอตที่มีลักษณะพิเศษ เป็นงานเฉพาะจุดซึ่งประแจ 2 ชนิดแรกทำไม่ได้ หรือไม่สะดวก เช่น ประแจบ็อก (Socket Wrench) และประแจแอล (Set Screw Wrenches) เป็นต้น

การใช้งานประแจด้วยความปลอดภัยสามารถทำได้ ดังนี้

  1. เลือกใช้ประแจที่มีขนาดของปากและความยาวของด้ามที่เหมาะสมกับงานที่ใช้ ไม่ควรต่อด้ามให้ยาวกว่าปกติ
  2. ปากของประแจต้องไม่ชำรุด เช่น สึกหรอ ถ่างออก หรือร้าว
  3. เมื่อสวมใส่ประแจเข้ากับหัวนอตหรือหัวสกรูแล้ว ปากของประแจต้องแน่นพอดีและคลุมเต็มหัวน๊อต
  4. การจับประแจสำหรับผู้ถนัดมือขวา ให้ใช้มือขวาจับปลายประแจ ส่วนมือซ้ายหาที่ยึดให้มั่นคง ร่างกายต้องอยู่ในสภาพมั่นคงและสมดุล
  5. การขันประแจไม่ว่าจะเป็นขันให้แน่น หรือคลายต้องใช้วิธีดึงเข้าหาตัวเสมอ และเตรียมพร้อมสำหรับปากประแจหลุดขณะขันด้วย
  6. ควรเลือกให้ประแจชนิดปากปรับไม่ได้ก่อน เช่น ประแจแหวน หรือประแจปากตาย ถ้าประแจเหล่านี้ใช้ไม่ได้จึงค่อยเลือกใช้ประแจชนิดปากปรับได้ เช่น ประแจเลื่อน แทน
  7. การใช้ประแจชนิดปากปรับได้ เช่น ประแจเลื่อนหรือประแจจับแป๊ป ต้องให้ปากด้านที่เลื่อนได้อยู่ติดกับผู้ใช้เสมอ
  8. การใช้ประแจชนิดปากปรับได้ ต้องปรับปากประแจให้แน่นกับหัวนอตก่อน จึงค่อยออกแรงขัน
  9. ปากและด้ามของประแจต้องแห้งปราศจากน้ำมันหรือจาระบี
  10. การขันนอตหรือสกรูที่อยู่ในที่แคบหรือลึก ให้ใช้ประแจบ๊อก เพราะปากของประแจบ๊อกจะยาว สามารถสอดเข้าไปในรูที่คับแคบได้
  11. ขณะขน ประแจต้องอยู่ระนาบเดียวกันกับหัวนอตหรือหัวสกรู
  12. ไม่ควรใช้ประแจชนิดปากปรับได้กับหัวนอตหรือสกรูที่จะนำกลับมาใช้อีกเพราะหัวนอตหรือสกรูจะเสียรูป

การเก็บประแจควรจะมีสถานที่จัดเก็บเฉพาะ ซึ่งแห้งและปราศจากจาระบีหรือน้ำมัน ถ้าจะให้ดีควรใช้วิธีแขวนไว้กับแผงไม้หรือใส่กล่องเฉพาะ

ไขควง เป็นเครื่องมือที่ใช้แรงบิดสำหรับขันหรือคลายสกรูและสลักเกลียวที่ยึดไม้ พลาสติก หรือโลหะ ส่วนประกอบของไขควงแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ

ด้าม (Handle) ใช้สำหรับจับ ทำจากไม้ โลหะ หรือพลาสติก

ก้านหรือแกน (Shank) ใช้สำหรับส่งแรงบิดไปยังส่วนปลาย ทำจากโลหะ มีลักษณะเป็นเหลี่ยมหรือกลม

ปากหรือปลาย (Blade) ใช้สอดหรือสวมเข้าไปยังร่องของหัวสกรูหรือสลักเกลียว ทำจากโลหะ ปากมี 2 แบบ คือ ปากสี่แฉก (Phillip) และปากแบน (Flat)

การใช้ไขควงด้วยความปลอดภัย ทำได้ดังนี้

  1. เลือกใช้ปากของไขควงให้เหมาะสมกับร่องของหัวสกรู หรือสลักเกลียว เช่น ปากสี่แฉก ร่องของหัวสกรู ต้องเป็นสี่แฉก ปากแบน ร่องของหัวสกรูต้องเป็นแบบกลม
  2. ความหนาของปากไขควงต้องพอดีกับร่องของหัวสกรู
  3. การจับไขควงสำหรับผู้ถนัดมือขวา ให้ใช้มือขวาจับด้าม ส่วนมือซ้ายจับที่แกน แล้วออกแรงบิดด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายเพียงแต่ประคอง ถ้ากำลังไม่พอให้ใช้ประแจปากตายช่วย
  4. ขณะที่ใช้งานไขควงต้องตั้งตรง หรือตั้งฉากกับหัวสกรู เมื่อต้องการคลายสกรูให้บิดไขควงทวนเข็มนาฬิกา และบิดตามเข็มนาฬิกาเมื่อต้องการขันแน่น
  5. ออกแรงบิดไขควงเท่านั้น ไม่ควรออกแรงกดมากเกินไป
  6. ไม่ควรถือชิ้นงานไว้ในมือขณะใช้ไขควง เพราะอาจพลาดถูกมือได้
  7. อย่าใช้ไขควงที่ชำรุด เช่น ด้ามแตกหรือร้าว ปากงอหรือบิดงอ
  8. การขันสกรูยึดชิ้นงานที่เป็นไม้ควรใช้เหล็กตอกหรือสว่านเจาะนำก่อน
  9. ปากไขควงและหัวสกรูต้องไม่มีน้ำมันหรือจาระบี
  10. ห้ามใช้ไขควงแทนสกัด เหล็กนำศูนย์ หรือเหล็กงัด
  11. ห้ามใช้ค้อนตอกที่ด้ามไขควง ยกเว้นไขควงที่ออกแบบมาให้ใช้ค้อนตอกได้
  12. การใช้ไขควงตรวจไฟตรวจสอบวงจรไฟฟ้า ด้ามของไขควงที่เป็นฉนวนต้องไม่แตกหรือร้าว และไม่ควรใช้ตรวจสอบวงจรที่มีกระแสหือแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูง
  13. ภายหลังใช้งานต้องทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ในที่แห้ง ปราศจากน้ำมันหรือจาระบี

เครื่องมือกล (Machine Tools) หมายถึง เครื่องมือที่ทำงานโดยอาศัยพลังงานไฟฟ้า เครื่องยนต์ และต้นกำลังอื่นๆ ปกติจะมีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักไม่มาก ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปได้ด้วยมือ เครื่องมือกลจะใช้สำหรับงานเปลี่ยนแปรรูปวัสดุด้วยการเฉือน กัด ขัด หรืออัดขึ้นรูป มีการนำไปใช้งานมากในโรงงานแปรรูปไม้ โรงงานซ่อมสร้างเครื่องจักร และโรงกลึงทั่วไป เครื่องมือกลสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ใหญ่ๆ ดังนี้

1. เครื่องมือกลที่ใช้ในงานโลหะ หมายถึง เครื่องมือกลที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานโลหะโดยเฉพาะเพื่อเปลี่ยนหรือแปรรูปโลหะด้วยการตัด เจาะ กระแทก อัด  ขัดหรือกัด เครื่องมือกลที่ใช้ในงานโลหะมีมากกว่า 200 ชนิด แต่สามารถจำแนกตาม The National Machine Tool Builders Association ออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ

-          กลุ่มทำงานหมุนรอบตัวเอง ส่วนมีดจะถูกยึดอยู่กับที่ เศษโลหะที่ได้จะเป็นชิ้นหรือเส้นขนาดใหญ่ เช่น เครื่องกลึง (Lathes)

-          กลุ่มทำงานเจาะหรือคว้านรู ชิ้นงานจะถูกยึดแน่นกับที่ ดอกสว่านหรือมีดตัดจะหมุนรอบตัวเอง เศษโลหะที่ได้จะเป็นชิ้นหรือเส้นแต่ขนาดเล็กกว่าเศษโลหะที่ได้จากกลุ่มทำงานหมุนรอบตังเอง เช่น สว่านเจาะแบบแท่น (Drill Press) และเครื่องคว้าน (Boring Mills) เป็นต้น

-          กลุ่มทำงานกัด ชิ้นงานจะถูกยึดแน่นแล้วเคลื่อนที่เข้าหามีดกัดหรือใบเลื่อยซึ่งกำลังหมุน เศษโลหะที่ได้จะมีขนาดเล็กหรือเป็นผง เช่น เครื่องกัด (Milling Machines) เลื่อยวงเดือน (Circular Saws) และเลื่อยสายพาน (Band Saws) เป็นต้น

-          กลุ่มทำงานไส ทำงานคล้ายกับการไสไม้ กรณีที่ชิ้นงานเคลื่อนที่ไปมาแต่มีดตัดอยู่กับที่ เรียกว่า เครื่องไสแนวนอน หรือเครื่องไสช่วงยาว (Planer) ในทางกลับกัน ถ้าชิ้นงานอยู่กับที่ แต่มีดตัดเคลื่อนที่ไปมาเรียกว่า เครื่องไสช่วงสั้น (Shaper)

-          กลุ่มทำงานขัดหรือเจียระไน ชิ้นงานจะถูกเปลี่ยนขนาดหรือรูปร่างจากการสัมผัสกับส่วนที่หมุนของเครื่องเจียระไน เศษโลหะที่ได้จะมีขนาดเล็กหรือเป็นผง เครื่องเจียระไนที่ทำงานโดยใช้ส่วนที่แบนหรือด้านหน้า เรียกว่า จานหินเจียระไน (Abrasive Disks) แต่ถ้าทำงานโดยใช้สันหรือขอบ เรียกว่า ล้อหินเจียระไน (Abrasive Wheels)

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือกลบางชนิดที่มีการแยกออกมาจาก 5 กลุ่มที่กล่าวมาแล้ว เช่น เครื่องปั้มโลหะ และมีเครื่องมือกลบางแบบที่มีการทำงานแบบผสมกัน 2-3 กลุ่ม เช่น ทำงานกัด และเจียระไนอยู่ในเครื่องเดียวกัน จึงแยกออกมาชัดเจนไม่ได้

2. เครื่องมือกลที่ใช้ในงานไม้ หมายถึง เครื่องมือกลที่ออกแบบมาสำหรับใช้กับงานไม้โดยเฉพาะ เพื่อเปลี่ยนหรือแปรรูปไม้ด้วยการตัด เจาะ ขัด หรือเจียระไน เครื่องมือกลที่ใช้ในงานไม้มีมากมายหลายชนิด บางชนิดจะเหมือนกับเครื่องมือกลที่ใช้ในงานโลหะ ทั้งชื่อที่เรียกและลักษณะการทำงาน เช่น เครื่องกลึง เลื่อยวงเดือน เลื่อยสายพาน สว่านเจาะแบบแท่น แต่บางชนิดมีชื่อเรียกเหมือนกันแต่การทำงานแตกต่างกัน เป็นต้น

© 2011 บทความดีดี มีสาระ Design by thai editorial Group