บทความดีดี มีสาระ

เว็บไซท์รวบรวม บทความดีดี มีสาระ สำหรับทุกท่านที่ต้องการสาระดีดี

Browsing Posts in ธุรกิจ

ประเภทของธุรกิจตามระดับการค้าสามารถจัดแบ่งได้ดังนี้

1 ธุรกิจระดับการผลิต ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง หรือกิจการใดๆ ที่มีการผลิตด้วยกระบวนการผลิตใดๆ ที่จะได้สินค้าและบริการออกมาจำหน่าย

2 ธุรกิจระดับการค้าส่ง ได้แก่ กิจการที่ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตต่างๆ แล้วนำมาจำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตรายอื่นๆ ในลักษณะของสินค้าประเภทวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือส่วนประกอบที่จะนำไปผลิตได้ หรือจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปให้กับร้านค้าต่างๆ ที่จะนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้ค้ารายอื่นๆ หรือจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย

3 ธุรกิจระดับการค้าปลีก ได้แก่ กิจการที่ซื้อสินค้าสำเร็จรูปจากผู้ผลิต จากผู้ค้าส่ง มาจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย ที่จะซื้อไปเพื่อกินเองใช้เอง เช่น ร้านขายของชำ ร้านขายของเบ็ดเตล็ด พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอย ร้านสรรพสินค้า ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายเครื่องดื่ม ฯลฯ

การผลิต หมายถึง การนำปัจจัยการลิตชนิดต่างๆ ตังแต่สองชนิดขึ้นไปมาทำให้เกิด สินค้าและบริการต่างๆเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์

ปัจจัยการผลิต ปัจจัยการผลิตประกอบไปด้วยที่ดิน แรงงาน ทุนและผู้ประกอบการ ในการผลิตสินค้าแต่ละครั้งอาจใช้ปัจจัยการผลิตตามที่กล่าวหรืออาจใช้เพียง 2-3 อย่างก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าที่จะทำการผลิตในแต่ละครั้ง ปัจจัยการผลิตทั้ง 4 สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. ที่ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถจะสร้างเพิ่มได้ ที่ดินในฐานะที่เป็นปัจจัยการผลิต จึงหมายถึงพื้นผิวโลกทั้งหมดไม่เฉพาะแต่เพียงส่วนที่เป็นพื้นดิน พื้นน้ำ และน้ำแข็งเท่านั้น ยังรวมไปถึงสิ่งต่างๆบางอย่างที่ติดอยู่บนพื้นโลก เช่น สิ่งปลูกสร้าง ที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่การเกษตร ไร่นา ป่าไม้ แร่ธาตุต่างๆ ดังนั้นที่ดินในทางเศรษฐศาสตร์ จึงถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอย่างหนึ่ง ใน 4 อย่าง เพราะที่ดินเป็นสถานที่ใช้ผลิตสินค้าและบริการต่างๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับอุปโภค บริโภค ตลอดจนวัตถุดิบต่างๆที่เป็นปัจจัยการผลิตด้วย

2. ทุน ทุนในความหมายทางเศรษฐศาสตร์ จะแตกต่างไปจากทุนที่ใช้อยู่โดยทั่วๆ ไป ซึ่งพอจะแยกความแตกต่างออกได้ดังนี้ คือ ทุนในความหมายทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ผลรวมของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องจ่ายจริงในการผลิตสินค้า และค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องจ่ายจริง เป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น หรือเรียกว่า ต้นทุนเสียโอกาส คือผู้ผลิตเสียโอกาส ในการนำปัจจัยการผลิตไปใช้ในการผลิตอย่างอื่น เช่น ทำนาในที่นาของตัวเองไม่ได้คิดค่าเช่านา เป็นต้น นอกจากนี้ทุนทางเศรษฐศาสตร์ยังรวมถึงสิ่งที่สามารถใช้เป็นทุนได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร โรงงาน รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆด้วย

ทุนในทางธุรกิจ คือ ทุนทางบัญชี หมายถึง เงินสด หรือเงินทุนที่นำมาใช้ในการผลิตและดำเนินการ จะเป็นรายจ่ายที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีการจ่ายจริง

3. แรงงาน หมายถึง บุคคลที่ใช้กำลังความคิดทำงานเพื่อให้ได้ผลตอบแทน ซึ่งอาจเป็นเงินหรือสิ่งของ และเงินหรือสิ่งของที่ได้มานั้นสามารถบำบัดความต้องการของบุคคลได้ แรงงานนับว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญชนิดหนึ่งในการผลิตสินค้าและบริการ

4. ผู้ประกอบการ คือ การกำหนดเอาที่ดิน ทุน แรงงาน มาดำเนินการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้นผู้ดำเนินการ หรือผู้จัดการในการผลิต จึงเรียกว่า ผู้ประกอบการ เพราะได้ทำหน้าที่เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหา พื้นฐานทางเศรษฐกิจว่า จะผลิตอะไร และผลิตเพื่อใคร

อุปสงค์ หมายถึง ความต้องการสินค้าและบริการ โดยอุปสงค์สำหรับสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง หมายถึงจำนวนต่างๆของสินค้าและบริการชนิดนั้น ที่ผู้บริโภคต้องการซื้อในระยะเวลาใด เวลาหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆของสินค้า และบริการชนิดนั้น

ความต้องการในแง่ของอุปสงค์นี้เป็นความต้องการที่มีอำนาจซื้อ คือ เมื่อผู้บริโภคต้องการจะซื้อก็จะต้องมีเงินเพียงพอ และมีความเต็มใจที่จะจ่ายเงินซื้อสินค้าบริการนั้นๆด้วย จึงจะถือว่าเป็นอุปสงค์สำหรับสินค้าและบริการ

กฎของอุปสงค์ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภคแปรผกผันกับระดับราคาของสินค้าและบริการชนิดนั้นเสมอ กล่าวคือ ถ้าราคาสินค้าและบริการมีระดับราคาสูงขึ้นจะทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้าลดลง แต่ถ้าระดับราคาสินค้าและบริการลดลง จะทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น

อุปสงค์หรือปริมาณความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ จะขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าและบริการ รายได้ของผู้บริโภค รสนิยมของผู้บริโภค ราคาของสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งฤดูกาลของสินค้าด้วย

การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ หมายถึง การที่ตัวกำหนดโดยตรง คือราคาของสินค้าได้เปลี่ยนแปลงไป อันมีผลทำให้ปริมาณซื้อเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของอุปสงค์เดิม อุปสงค์หรือความต้องการนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังต่อไปนี้

- การเปลี่ยนแปลงต่อรายได้ คือ เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น อำนาจการซื้อจะเพิ่มขึ้น

- การเปลี่ยนแปลงต่อราคา ในกรณีที่มีรายได้เท่าเดิม แต่ราคาของสินค้าเปลี่ยนแปลงไป อุปสงค์จะมีการเปลี่ยนแปลงตาม กฎของอุปสงค์ คือ เมื่อราคาของสินค้าเพิ่มขึ้นจะลดปริมาณการซื้อลง แต่เมื่อราคาสินค้าลดลงจะเพิ่มปริมาณการซื้อสินค้ามากขึ้น

อุปทาน หมายถึง อุปทานของสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง คือ ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้ขายต้องการจะเสนอขาย ณ ระดับราค่างๆในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง

ในการเสนอขายสินค้าของผู้ผลิตหรือผู้ขายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งนั้น ถ้าระดับสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา หรือการกำหนดราคาของตลาด จำนวนสินค้าและบริการที่จะนำเสนอขายก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย กล่าวคือ ถ้าราคาสินค้าและบริการในตลาดช่วงเวลานั้น มีระดับราคาสูง ผู้ผลิตหรือผู้ขายก็จะผลิตหรือนำเสนอขายเป็นจำนวนมาก แต่ในช่วงเวลาที่สินค้าและบริการในตลาดลดลง หรือขายได้ในราคาต่ำ ผู้ผลิตหรือผู้ขายก็จะไม่นำสินค้าออกมาเสนอขาย หรือลดจำนวนขายลง

กฎของอุปทาน คือ เมื่อราคาสินค้าที่เสนอขายนั้นสูงขึ้น ผู้ขายก็จะนำสินค้าออกขายในปริมาณมาก แต่เมื่อราคาสินค้าที่เสนอขายนั้นลดลงผู้ขายก็จะนำสินค้าออกขายในปริมาณลดลง

อย่างไรก็ตาม การเสนอขายสินค้าและบริการไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว แต่การเสนอขายสินค้ายังขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการผลิต ราคาปัจจัยการผลิต สภาพดินฟ้าอากาศ จำนวนผู้ผลิต และอื่นๆอีกมาก

1.       ขนาด น่าจะยืดหยุ่นได้บ้าง เรื่องนี้ต้องปรึกษาร่วมกับโรงพิมพ์ในการใช้กระดาษว่าจะใช้ขนาดเท่าใดจึงจะลงตัวกับขนาดของกระดาษที่ทางโรงพิมพ์หรือโรงงานกล่องมีอยู่ในขนาดที่เป็นมาตรฐาน กรณีนี้จะไม่ทำให้เสียกระดาษไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งยังช่วยประหยัดราคาในการผลิตบรรจุภัณฑ์อีกทางหนึ่งด้วย

2.       รูปแบบ ควรจะทันสมัยประกอบกันในลักษณะที่น้อยชิ้นที่สุด หรือเป็นชิ้นเดียวกันตลอดก็ยิ่งดี ออกแบบให้เกาะเกี่ยวกันโดยไม่ต้องใช้กาวจะเป็นการดีที่สุด โดยให้ล็อคกันได้ชิ้นต่อชิ้นในตัวเอง รับน้ำหนักได้มากพอตามต้องการและใช้วัสดุที่เบา ราคาถูกเป็นต้น

3.       สีที่ใช้ต้องคำนึงถึงสินค้านั้นๆด้วย ต้องกระทำให้ดูกลมกลืนกันให้มากที่สุดระหว่างรูปร่างของผลิตภัณฑ์กับรูปร่างของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นส่วนของการมองเห็นภายนอกโดยรอบ ประสานกลมกลืนกันของลวดลายตัวอักษรและสีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความน่าสนใจจากการมองเห็น จะช่วยส่งผลเกี่ยวกับความรู้สึกที่ดีต่อการส่งเสริมความมีคุณค่าสูงของผลผลิตที่บรรจุอยู่ภายใน

4.       วัสดุที่ใช้ควรเหมาะสมกับสินค้า ควรคำนึงถึงต้นทุนให้มาก วัสดุที่ดีหรือเลวเกินความจำเป็นจัดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งสิ้น วัสดุที่มีคุณภาพดีราคาแพง ทำให้ต้นทุนสูงจึงต้องบวกส่วนเกินนี้เข้าไปในราคาขายผลิตภัณฑ์ จะส่งผลให้ราคาจำหน่ายผลิตภัณฑ์แพงโดยไม่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น หากใช้วัสดุที่ไม่ดีคุณภาพต่ำราคาอาจถูก แต่จะไม่คุ้มกับความเสียหายที่อาจจะเกิดกับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ภายในก็ได้ หรืออีกประการหนึ่งเมื่อลูกค้าสังเกตเห็นการบรรจุภัณฑ์ไม่ดี ก็อาจจะมีทัศนะไม่ดีต่อสินค้า หรือผลผลิตที่อยู่ข้างในได้ ซึ่งจะส่งผลต่อยอดการจำหน่ายเช่นเดียวกันจึงต้องพิจารณาวางแผนให้รอบคอบรัดกุม

การบรรจุหีบห่อหรือการบรรจุภัณฑ์ เป็นการกระทำเชิงระบบเพื่อเตรียมการ ถนอมสินค้า หรือผลผลิตในการขนส่งและการเก็บรักษา โดยใช้มูลค่าบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม มีความสอดคล้องกับความต้องการในการเก็บถนอมผลิตภัณฑ์ สำหรับประเทศไทยจัดได้ว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการขนส่งและเก็บถนอมผลิตผลของอุตสาหกรรมไทยในทุกประเภทสินค้าสมัยปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี และนับวันจะเพิ่มปริมาณและมูลค่าของการบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นทุกปีในอนาคต

หน้าที่ของบรรจุภัณฑ์มีดังนี้

1.  ทำหน้าที่รองรับห่อหุ้ม ผลิตภัณฑ์และการให้ผลิตภัณฑ์รวมกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนหรือตามรูปร่างของบรรจุภัณฑ์นั้นๆ ในกรณีผลิตภัณฑ์เป็นของเหลว

2.  ทำหน้าที่ปกป้องผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ภายในให้ปลอดภัยจากความเสียหายต่างๆ ที่จะบังเกิดต่อผลิตภัณฑ์ อันอาจจะเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ ระยะเวลาสั้น-ยาว ในการเก็บรักษา และสภาพการขนส่งเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เสร็จสิ้นการผลิตจนไปสิ้นสุดลงที่ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค

3.  ทำหน้าที่แสดงตัวเป็นลักษณะตัวแทนผลิตภัณฑ์ ให้ผู้ใช้รู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ภายในคืออะไร ผลิตจากไหน มีปริมาณเท่าใด มีละกษณะรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ระบุข้อความสำคัญตามกฎหมายหรือข้อกำหนด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและยารักษาโรค

4.  ทำหน้าที่จูงใจลูกค้าหรือผู้ใช้ให้เกิดความสนใจผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ข้างใน ซึ่งเรียกว่าการโฆษณาได้ทางหนึ่งไปด้วยในตัว เช่นดึงดูดใจก่อนซื้อเพื่อให้ซื้อและภายหลังการใช้แล้วให้เกิดความอยากใช้และพอใจที่จะซื้อต่อๆไปอีก เป็นต้น

5.  ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มผลกำไร ช่วยส่งเสริมยุทธวิธีการตลาด โดยการเปิดตลาดใหม่หรือการเพิ่มยอดขายให้กับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด จากความเหมาะสมและความสมบูรณ์ด้านคุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์

ในการจัดแบ่งส่วนต่างๆของร้านเสริมสวย โดยทั่วไปควรจัดแบ่งเป็นส่วนๆตามความสำคัญของประโยชน์ใช้สอยที่เกี่ยวข้องกับผู้มาใช้บริการโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

-ส่วนหน้าร้าน

-ส่วนให้บริการ

-ส่วนห้องสุขา

ส่วนหน้าร้าน หมายความถึง ส่วนหน้าของร้านที่จัดขึ้นเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ในการดึงดูดลูกค้าผู้เข้ามาใช้บริการ อันประกอบด้วยตู้โชว์ซึ่งจะติดตั้งทางด้านหน้าร้าน อาจตกแต่งด้วยรูปภาพซึ่งเกี่ยวข้องกับร้านเสริมสวยบนผนัง แจกันดอกไม้แห้ง หรือจัดโชว์ผลิตภัณฑ์ที่ดีเด่นของร้านที่ใช้บริการให้ลูกค้า เป็นต้น ทั้งยังหมายความรวมไปถึงส่วนถัดไปซึ่งเป็นส่วนต้อนรับลูกค้า เพื่อรอการเข้ารับบริการ ควรมีชุดรับแขกขนาดที่เหมาะสมประกอบด้วยชั้นวางมีหนังสือซึ่งเกี่ยวกับการเสริมสวยวางไว้จำนวนหนึ่ง สีที่ใช้ในการตกแต่งควรเป็นสีอ่อน (Tint) ที่ให้ความรู้สึกหวานเรียบๆ เช่น สีฟ้าอ่อน สีชมพูอ่อน สีครีม เป็นต้น ไม่ควรใช้สีตกแต่งประเภทสีหนัก (Shade) หรือสีตระกูลสีเทา สำหรับผนังควรประดับด้วยภาพที่ดูแล้วสดชื่น อาจเป็นภาพดอกไม้ ภาพทิวทัศน์ หรืออาจจะใช้ภาพแสดงแบบทรงผมต่างๆในการให้บริการก็ได้ แต่จะต้องจัดติดตั้งให้เหมาะสมสวยงามตามหลักการของศิลปะ

ส่วนให้บริการ เป็นส่วนสำคัญที่ช่างจะได้ปฏิบัติการใช้บริการแก่ลูกค้า ควรมีฉากกั้นสวยๆที่แบ่งจากส่วนอื่นๆเป็นสัดส่วนไม่ให้ประเจิดประเจ้อ ภายในควรจัดวางเก้าอี้ เคาน์เตอร์ทำงาน ฯลฯ ให้เหมาะสม มีส่วนที่เป็นทางเดินติดต่อกันได้สะดวก มีระบบถ่ายเทอากาศที่ดี ควรตกแต่งด้วยสีอ่อนๆเพื่อให้เกิดความรู้สึกประณีต สะอาด และผลดีเกี่ยวกับแสงสว่างด้วย ไม่ควรใช้สีตระกูลเทาในการตกแต่งห้องส่วนนี้ เพราะผู้ที่อยู่ในห้องที่ทาด้วยสีเทานานๆจะทำให้รู้สึกง่วง ไม่กระปรี้กระเปร่าอาจมีผลต่องานที่ปฏิบัติก็เป็นได้

ส่วนห้องสุขา เนื่องจากร้านเสริมสวยมีความจำเป็นที่ว่าผู้เข้ามาใช้บริการกับร้านต้องอยู่นาน ในการรับบริการกว่าจะเสร็จเรียบร้อยหรือต้องนั่งรอก่อนจะเข้ารับบริการ ทางร้านจึงจำเป็นต้องจัดส่วนนี้ไว้บริการด้วย ตามลักษณะที่ควรจะเป็น ควรจัดไว้ต่างหาก หากจัดไม่ได้ก็อาจให้ใช้ร่วมกับสมาชิกภายในร้านก็ได้ แต่ที่สำคัญผู้เข้ามาใช้บริการของร้านจะต้องได้รับความสะดวก ถ้าไม่สะดวกจะหงุดหงิดและเบื่อหน่าย ซึ่งจะส่งผลเสียหายถึงรายได้ของร้านเสริมสวยนั้นๆ ห้องสุขาจึงควรสะอาดปราศจากกลิ่นเหม็นอับน่ารังเกียจ และติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์อำนวยความสะดวกให้ครบถ้วนตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น เช่น สบู่ แชมพูสำหรับล้างมือ กระดาษชำระที่มีคุณภาพเหมาะสม ฯลฯ

ในการแต่งร้านเสริมสวย ผู้แต่งอาจจะตกแต่งตามเอกลักษณ์หรือสไตล์ของแต่ละชาติก็ได้ขึ้นอยู่กับรสนิยม ระดับของผู้เข้ามาใช้บริการ เป็นต้น

© 2011 บทความดีดี มีสาระ Design by thai editorial Group