คิดให้หายทุกข์จากการถูกนินทาว่าร้าย

การถูกนินทาว่าร้ายนั้น ใครๆรู้ก็ต้องเกิดความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปห้ามไม่ให้ใครมานินทาว่าร้ายเราเหมือนกัน และเราเองก็ไม่ควรไปนินทาว่าร้ายคนอื่นด้วย แต่ถ้าเราถูกนินทาว่าร้ายเราจึงทำได้แค่เพียงทำใจ อย่าไปคิด ไปเครียดกับคำพูดเหล่านั้น ไม่อย่างนั้นก็จะทำให้เราเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ วิธีการคิดให้หายทุกข์จากกการถูกนินทาว่าร้าย 1 มันเป็นเรื่องธรรมดา ลองคิดดูสิว่าจะมีใครที่ไม่เคยถูกนินทาว่าร้าย แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ยังเคยถูกนินทาว่าร้ายเลย แล้วนี่เราเป็นเพียงแค่บุคคลธรรมดาคนหนึ่ง ก็เป็นธรรมดาของโลก ที่เราจะต้องมีการถูกนินทาว่าร้ายจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อเราบ้าง อย่าเก็บมาใส่ใจ ยังไงซะการนินทามันก็อยู่คู่กับโลกนี้ตลอดไป 2 ตั้งจิตให้มั่นคง ในเมื่อเราบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เป็นอย่างที่เค้าว่าร้าย เราทำทุกอย่างด้วยความปรารถนาดี เราก็ไม่ควรโอนเอนไปตามลมปากของใคร เราจะต้องมั่นใจในความดี ความตั้งมั่นของเรา 3 มีจิตใจเมตตา การที่จะมีใครมานินทาว่าร้ายเรานั้น นั่นเป็นเพราะเค้ามีความอิจฉาริษยาเราอยู่ในใจ ซึ่งเค้าจะต้องร้อนรน ลุ่มร้อนใจ จนต้องหาทางทำให้คนมองราไม่ดีด้วยความอิจฉา และคนประเภทนี้เค้าไม่มีเพื่อนแท้เลย เพราะไม่มีใครกล้าที่จะเป็นเพื่อนแท้กับเค้าเนื่องด้วยไม่มีใครกล้าไว้วางใจ เพราะต่างก็ไม่อยากให้ตัวเองถูกนินทาด้วยกันทั้งนั้น เราจึงต้องเมตตา สงสารเค้า ไม่จำเป็นต้องโกรธเคืองคนที่หาความสุขในชีวิตไม่ได้ เพราะมัวแต่คิดอิจฉาริษยาคนอื่น 4 นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ รู้หรือไม่ คำนินทานั้นก็มีประโยชน์ตรงที่บางทีมันเป็นข้อด้อยของเราที่เรามองไม่เห็น แต่คนที่นินทาว่าร้ายเรา กลับไปค้นคิดจนเจอข้อด้อยนั้น แล้วจึงเอามาพูดจา เราก็ควรที่จะเก็บส่วนนั้นมาเพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ซึ่งเป็นการพัฒนาตัวเองให้สมบูรณ์ เพอร์เฟค ยิ่งขึ้น 5 คิดว่าเป็นปัญหาของสังคม เพราะสังคมไทยเคยถูกสอนให้คิดแข่งดีแข่งเด่น…

หลักการคิดเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง

ความสุข ใครๆก็อยากมีกันทั้งนั้น ซึ่งการทำให้มีความสุขนั้นก็ไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเช่นกัน แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการทำให้มีความสุข คือ การรักษาความสุขให้อยู่กับเราไปนานๆ ความสุข ก็คือความพอใจ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความพอใจที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นการที่จะทำให้แต่ละคนมีความสุขจึงมีความยากง่ายไม่เท่ากันเช่นกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการ ความปรารถนาส่วนบุคคลนั้นๆ แต่โดยรวมแล้ว การจะทำให้ชีวิตมีความสุขนั้นก็มีหลักการคิดอยู่เพียงไม่กี่ข้อ ดังนี้ค่ะ การสร้างความสุขนั้นสามารถทำได้โดย 1 การตั้งความหวัง หรือการคาดหวัง จะต้องระลึกถึงความเป็นไปได้จริงด้วย พยายามอย่าคาดหวังอะไรที่เกินความสามารถ ที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริง หรือคาดหวังโดยมีผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง เพราะถ้าเกิดการผิดหวังขึ้นมากะทำให้ชีวิตพบกับความทุกข์ได้ 2 รักและเข้าใจตัวเอง ก่อนที่จะไปรักใคร เข้าใจใครเราจะต้องรักและเข้าใจตัวเองก่อน ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองเป็น ถึงแม้ว่าอาจไม่ได้ดีเท่าคนอื่น แต่ก็ยังมีคนที่ด้อยกว่าเรา ไม่มีใครที่ดีไปเสียหมดทุกอย่างหรอก เราต้องยอมรับความเป็นจริง ในเมื่อธรรมชาติสร้างมาให้เราเท่านี้ เราก็ต้องพอใจและยอมรับมัน คนเราเลือกที่จะเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ค่ะ 3 รู้จักเมตตาและให้อภัย คำนี้ต้องสร้างให้เป็นนิสัยติดตัวไปตลอด โดยการเริ่มจากตัวเองก่อน เมื่อผิดพลั้ง ผิดพลาดไป ก็ต้องรู้จักให้อภัยตัวเอง ไม่โกรธ ไม่เกลียดตัวเอง ไม่มีใครที่ถูกไปหมด หรือผิดไปหมดทุกเรื่องหรอกค่ะ เราจะต้องรู้จักการให้อภัย ซึ่งเมื่ออภัยให้ตัวเองได้แล้วก็จะเป็นพื้นฐานการ ให้อภัย และเมตตาผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เราไม่มีนิสัย…

ไม่มีเวลาเป็นข้ออ้างของคนที่ล้มเหลว

คนเราทุกคนไม่ว่าจะอาชีพอะไร จะรวย หรือจะจน แค่ไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเท่ากันก็คือ เวลา คนเราทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมง เท่ากัน แต่ทำไมยังมีคนที่พูดว่า ไม่มีเวลา คำว่า ไม่มีเวลา มันเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่ ล้มเหลวในการวางแผน เชื่อหรือไม่ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ต้องมีการ วางแผน การพัฒนา การบริหาร กันทั้งนั้น แต่คนที่พูดว่า ไม่มีเวลา แสดงว่าเค้าไม่รู้จักวางแผน ไม่รู้จักการบริหารที่ดี แม้แต่เวลาที่ตัวเองมีอยู่วันละ 24 ชั่วโมง ยังไม่สามารถทำการบริหาร ให้เหมาะสมได้เลย แล้วแบบนี้จะไปบริหารอะไรให้ดีได้ พอบริหารไม่ดี ก็อ้างว่า ไม่มีเวลา เวลาไม่พอบ้าง สารพัด การบริหารเวลาที่ดี จะต้องสามารถทำทุกอย่างใน 1 วันได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งทำงาน พักผ่อน เดินทาง ดูแลตัวเอง และ ดูแลคนรัก และทำประโยชน์ต่อสังคม ทุกช่วงเวลาไม่จำเป็นต้องเท่ากัน แต่ไม่ควรให้ขาดสิ่งใดไปในแต่ละวัน อย่าอ้างว่าทำงานจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หรือ ต้องทำงานไม่มีเวลาให้คนรัก จริงอยู่ที่ทุกคนต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้ เพื่อการดำรงชีวิต…

วิธีการคิดเมื่อเกิดอาการน้อยใจเพื่อให้ใจเป็นสุข

คนเราทุกคนย่อมต้องเคยอาการน้อยใจด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เมื่อเกิดอาการน้อยใจขึ้นมาแล้ว ก็ทำให้เป็นทุกข์ ไม่มีความสุข เครียด ปวดหัวตามมาอีก ไม่ดีกับสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือคนที่มีอาการน้อยใจ แล้วคนที่ทำให้น้อยใจล่ะ เคยคิดมั้ยว่าบางทีเราก็เป็นต้นเหตุของความน้อยใจนั้น แล้วจะทำอย่างไรให้หายน้อยใจล่ะ ก็เกิดความเครียดขึ้นอีก เห็นมั้ยคะว่าอาการน้อยใจเนี่ย ทำให้เกิดความทุกข์ได้ทั้งกับคนที่น้อยใจ และคนที่เป็นต้นเหตุให้น้อยใจด้วยค่ะ อาการน้อยใจนั้นเป็นอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา และจะผ่านออกไป แต่ต้องใช้เวลา อาการน้อยใจเกิดขึ้นได้จาก ความคาดหวัง และความผิดหวัง ซึ่งไม่รุนแรงจนถึงขั้นเสียใจสุดๆ แต่ก็ทำให้เกิดอาการตึงเครียดกันได้ เมื่อเรารู้ถึงสาเหตุที่ทำให้น้อยใจแล้ว เราก็สามารถหาทางแก้ไขอาการน้อยใจนี้ได้ โดยเราจะต้องยอมรับความจริงว่า ไม่มีใครที่จะทำตามใจเราได้ทุกอย่างเสมอไป เราไม่ควรคาดหวังในตัวคนอื่นให้มากนัก เมื่อเค้าทำไม่ได้ดั่งใจเรา เรากจะได้ไม่รู้สึกว่าน้อยใจ เพราะเราไม่ได้คาดหวังว่าเค้าจะทำได้ เป็นต้น ยังไงซะ คำนี้ก็ยังใช้ได้ในการดำเนินชีวิต คิดบวก ชีวิตก็บวก นะคะ

วิธีการแก้ไขอารมณ์หงุดหงิด

บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายจัง จนบางครั้งก็พาลหงุดหงิดตัวเองไปด้วยที่เป็นเช่นนี้ ซึ่งสาเหตุของการหงุดหงิดนั้นก็อาจเกิดมาจากพื้นฐานของอารมณ์ที่มีมาตั้งแต่เด็ก ๆ หรือเกิดจากความคาดหวังที่มีมากเกินไป เมื่อไม่เป็นไปตามสิ่งที่หวัง เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ก็ทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมา วิธีการแก้ไขอารมณ์หงุดหงิดนั้นก็คือ แก้ที่ตัวเรา แก้ที่วิธีการคิด เราไม่สามารถให้คนอื่นทำได้ดั่งใจเราไปซะหมด ดังนั้นเราจะต้องลดความคาดหวังที่ต้องการลงไป อย่าคิดว่าเค้าจะทำได้ทุกอย่าง อย่างที่ใจเราต้องการ อย่าคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่เราคิด เพราะสิ่งต่างๆในโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถควบคุมทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ ให้ทำความเข้าใจในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักความเป็นจริง เมื่อคิดได้แบบนั้นแล้วก็จะรู้สึกดีขึ้น แต่ถ้ายังไม่สามารถคิดได้ก็ให้หางานอดิเรกที่ใช้สมาธิในการทำ เพื่อฝึกใจให้เย็นลง เมื่อได้รับการฝึกฝนบ่อย ๆ เข้าเราก็จะกลายเป็นคนใจเย็นได้ ถ้าเราต้องการที่จะทำการปรับปรุง แก้ไข สิ่งใดก็ควรกระทำเมื่อใจเย็นลงแล้ว เพราะถ้ากระทำตอนที่ยังมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่อาจทำให้ผลงานออกมาได้ไม่ดี แล้วจะทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้นไปอีก ทางที่ดีควรปรับอารมณ์ตัวเองให้ดีก่อน แล้วให้ฝึกคิดในแง่บวกให้มากๆ เพื่อเป็นการพัฒนาจิตใจด้วย

วิธีการดับความอิจฉาและเปลี่ยนให้เป็นพลังในชีวิต

ก่อนที่จะแก้ปัญหาใด สิ่งแรกที่ต้องรู้คือต้นเหตุของปัญหา เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่อยากอิจฉาเราก็ต้องรู้ว่าเหตุใดความอิจฉาถึงเกิดขึ้นในใจเรา โดยความอิจฉานั้นจะเกิดขึ้นเมื่อ 1 เห็นข้อดีของคนอื่น แล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อด้อยของตนเอง โดยเห็นว่าคนอื่นดีกว่า รวยกว่า มีความสุขกว่า สุขภาพดีกว่า หน้าตาดีกว่า ทำงานเก่งกว่า บุคลิกดีกว่า เป็นต้น และอื่นๆอีกมากมาย 2 เห็นในสิ่งที่ตนเองต้องการแต่ยังไม่มี เช่น อยากสวย อยากรวย อยากเก่ง อยากมีความสุข อยากมีแฟน อยากไปเที่ยว อยากดูหนัง เป็นต้น เมื่อตัวเองไม่มีและอยากได้ แล้วเห็นคนอื่นมีมากกว่า ก็ทำให้รู้สึกน้อยใจ ผิดหวัง ไม่พอใจในตัวเอง แล้วก็พาลไม่พอใจคนอื่นที่เค้ามีอีกด้วย บางคนถึงกับหนีความจริงโดยหลบไปอยู่คนเดียว ไม่อยากรับรู้ไม่อยากเห็นภาพที่คนอื่นดีกว่าจนให้ตัวเองต้องเกิดความทุกข์ ยิ่งไปกว่านั้น เรามักจะถูกสอนจนจำฝังใจว่า คนที่อิจฉาคนอื่นเป็นคนที่ไม่ดี และเมื่อตัวเองรู้สึกอิจฉาก็เกิดความทุกข์ขึ้นไปอีกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี ก็ตำหนิตัวเองที่เป็นคนขี้อิจฉา อย่างไรก็ตามความรู้สึกอิจฉานั้นก็เป็นเพียงความรู้สึกที่เหมือนกับ ความรู้สึกโกรธ โมโห หรือหงุดหงิด ซึ่งจะอยู่เพียงชั่วคราวแล้วก็หายไปเองได้ และจะเกิดขึ้นได้อีกเมื่อมีสิ่งมากระตุ้น เช่น ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองต้องการแต่ไม่มีแล้วคนอื่นมี ซึ่งมันเป็นการสะท้อนตัวเรา สะท้อนในสิ่งที่เรายังขาด สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตนเอง ซึ่งเราสามารถนำความรู้สึกอิจฉานี้มาเป็นพลัง ช่วยผลักดันให้ชีวิตดำเนินไปในทิศทางที่เราต้องการ เช่น…

ความหวังคือพลังผลักดันชีวิต

ความหวัง คือ ความเชื่อว่าเป็นไปได้ และจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า เป็นพลังผลักดันให้ชีวิตดำเนินไป ทำให้เรามีแรงบันดาลใจ มีความมุ่งมั่น พยายาม อดทน ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ได้ ต่างคนต่างมีความหวังที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนทำทุกอย่าง เพื่อให้ความหวังนั้นประสบผลสำเร็จ แต่ถึงอย่างไร เมื่อมีความหวังก็ย่อมมีความผิดหวังบ้างเป็นของที่คู่กัน เมื่อตั้งความหวังกับสิ่งใดจึงควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้จริงด้วย เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความผิดหวังบ่อยนัก และควรเตรียมใจให้พร้อมยอมรับกับความผิดหวังนั้นด้วย พึงระลึกไว้ว่าสิ่งต่างๆในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ได้ทุกสิ่งอย่าง ความหวัง ทำให้ชีวิตดำเนินไปได้ แต่ความผิดหวังก็ทำให้ท้อแท้ หดหู่ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เช่นกัน