การศึกษา

ประวัติความเป็นมาก่อนจะมาเป็นโขน

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงการแสดงหรือการละเล่นอย่างหนึ่ง เรียกว่า “เล่นดึกดำบรรพ์” หรือ “ชักนาคดึกดำบรรพ์” เป็นการแสดงตำนานตอนที่พระนารายณ์ยกเขาพระสุเมรุมาปักลงกลางเกษียรสมุทร เอานาคพันเข้าโดยรอบ โดยให้เทวดาชักด้านหางของนาค และให้พวกยักษ์ชักด้านหัวนาค เป็นการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤต นักวิชาการส่วนหนึ่งวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นการแสดง “โขนโรงใหญ่” ครั้งแรกก็เป็นได้ เพราะเรื่องนารายณ์กวนเกษียรสมุทรนั้นเป็นเรื่องนารายณ์อวตารปางหนึ่ง เช่นเดียวกับเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นเรื่องนารายณ์อวตารอีกปางหนึ่ง ในชั้นหลังจึงมักสรุปกันว่า โขนวิวัฒนาการจากการละเล่น ดึกดำบรรพ์ ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นยักษ์ และฝ่ายหนึ่งเป็นเทวดา

โขน

ประเด็นต่อมา คือ ที่กล่าวว่าโขนมาจากการรำกระบี่กระบอง มีผู้วิเคราะห์ว่าเป็นธรรมดาของการวิวัฒนาการที่มักนำสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมมาเข้าตัว บ้างมองกว้างไปมากกว่าการรำกระบี่กระบอง ว่าเป็น “การทหาร” หรือการฝึกอาวุธ การใช้อาวุธของทหารที่โขนรับมาผนวกเข้าเพื่อให้ดูจริงจัง เพราะในการแสดงโขนมีฉากรบพุ่งระหว่างกองทัพยักษ์ กับกองทัพวานรของพระรามอยู่แทบทุกตอน อีกทั้งศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของไทยมีท่าทางการใช้อาวุธที่สวยงาม ทั้งกระบวนการหลีกหลบ หลอกล่อ ยั่วคู่ต่อสู้ จึงเกิดการประดิษฐ์เป็นท่าเยื้องกรายร่ายรำที่เข้ากับดนตรีเป็นท่าต่างๆ เช่น ท่ากรายดาบเข้าหาคู่ต่อสู้ การสืบเท้าเพื่อหลีกหลบ เป็นต้น นอกจากท่ารบแล้ว โขนยังมี “ออกกราว” หรือการตรวจพลสวนสนามก่อนออกไปรบอีกด้วย

ประเด็นสุดท้ายคือ โขนกับหนังใหญ่ ซึ่งมีข้อวิพากษ์กันมาก ฝ่ายหนึ่งว่า โขนรับเอาหลายสิ่งมาจากหนังใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยหลักๆ คือ

– ท่าทางของการเล่นโขนที่เต้นไปตามจังหวะของดนตรีปี่พาทย์ เหมือนท่าเต้นของคนเชิดหนัง

– คำพากษ์และการเจรจาของหนังใหญ่มีลักษณะเดียวกับที่โขนใช้อยู่ทั่วไป

– หน้าพาทย์ เพลง ดนตรีต่างๆ ในหนังใหญ่ ถูกนำมาใช้ในการเล่นโขนด้วย

แต่นักวิชาการที่เขียนเรื่องโขนในหนังสือลักษณะไทย ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราสโมช เป็นบรรณาธิการ กล่าวว่า โขนกับหนังใหญ่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันที่สุด เพราะแสดงเรื่องรามเกียรติ์เหมือนกัน กาพย์เรื่องรามเกียรติ์ที่นำมาใช้เป็นบทพากย์ในหนังใหญ่ ก็ใช้ได้ในการแสดงโขน หรือการเจรจาสลับกับการพากย์บทก็เหมือนกัน จึงเป็นไปได้ว่าโขนและหนังใหญ่อาจรับบางสิ่งบางอย่างจากกันและกัน “แต่โขน และหนังใหญ่ ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก คือเป็นคนละมิติกันทีเดียว หนังใหญ่นั้นเป็นภาพที่ปรากฏบนจอหนัง แต่โขนนั้นเป็นการแสดงของคนที่มีชีวิตบนเวทีการแสดง มีความแตกต่างเป็นคนละมิติ ความสัมพันธ์ระหว่างหนังใหญ่กับโขนนั้น ถ้าจะเปรียบกับอะไรแล้ว ก็เห็นจะต้องเปรียบกับกอไผ่ เรื่องรามเกียรติ์นั้นเป็นกอไผ่ ส่วนโขนและหนังใหญ่ เป็นหน่อไม้คนละหน่อที่เกิดขึ้นจากกอไผ่อันเดียวกัน มีความสัมพันธ์ต่อกัน ในรูปลักษณะเช่นนี้ จะว่าโขนมาจากหนังใหญ่หรือหนังใหญ่มาจากโขนนั้นเห็นจะไม่ได้”