อาหารที่ไม่ควรทานในขณะที่ท้องยังว่าง

รู้หรือไม่ว่า อาหารที่มีประโยชน์มากในบางเวลา ก็อาจทำให้เกิดโทษในบางเวลา เช่นกัน  ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะรู้จักเวลา และวิธีในการทานที่ถูกต้องหรือไม่ และมีอาหารบางอย่างก็ไม่เหมาะกับตอนที่ท้องว่างเหมือนกันนะคะ ไปดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง 1 ผักอย่างเดียว แค่ข้อแรกก็ไม่น่าเชื่อแล้วใช่ไหมล่ะคะ แต่เน้นว่าเป็นผักเพียวๆนะคะ ที่ไม่มีส่วนผสมอื่นใด จะทำให้กระเพาะทำงานผิดปกติได้ค่ะ 2 นม (จริงๆค่ะ) นมที่ใครๆชอบทานเวลาที่ไม่ได้ทานข้าวนี่แหละค่ะ ไม่ว่าจะนมจืด นมถั่วเหลือง ก็ตาม เพราะว่านมมีโปรตีนสูง แต่จะได้ผลดีเมื่อท้องมีอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย ดังนั้นถ้าต้องการดื่มนมก็ควรทานขนมปังควบคู่ไปด้วยนะคะ 3 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมได้ดีในขณะที่ท้องว่าง นอกจากนี้ยังทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามาก ทำให้กัดกระเพาะ และทำให้กระเพาะเป็นแผลได้ค่ะ 4 ของหวาน อาหารที่มีรสหวาน หรือมีส่วนผสมของน้ำตาลสูงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต หรือขนมหวานต่างๆ เพราะน้ำตาลสามารถรวมตัวกับโปรตีนทุกชนิดทำให้ขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร ส่งผลให้ลดสมรรถภาพในการทำงานของระบบหมุดเวียนโลหิตได้ค่ะ 5 ชาแก่ น้ำชาที่แก่จัดจะส่งผลให้น้ำกรดในกระเพาะทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยจะทำน้ำกรดเจือจางลง ทำให้ระบบย่อยอาหารไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการ เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง ใจสั่น ทำให้จิตใจไม่สงบได้ค่ะ 6 ลูกพลับ จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกตินั้นคือ ยางของลูกพลับค่ะ ที่สามารถรวมตัวได้กับกรดในกระเพาะแล้วทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติขึ้น…

หม้อน้ำร้อนสำหรับจุ่มช้อนส้อมปลอดภัยจริงหรือ

ใครที่เคยมีโอกาสได้ไปทานอาหารในศูนย์อาหารต่างๆ ก็ต้องเคยได้เห็น หม้อน้ำร้อน ที่ตั้งไว้บริเวณที่วางช้อนส้อมตะเกียบ อยู่เสมอๆ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าหม้อน้ำนี้มีไว้เพื่ออะไร แต่เคยมีใครสงสัยหรือไม่ว่า มันสะอาดจริงหรอ และสามารถฆ่าเชื้อโรคได้หมดจริงหรือไม่ เราจะปลอดภัยจากเชื้อโรคเพียงแค่จุ่มช้อนลงไปในนี้จริงหรอ วันนี้เราจึงขอนำเสนอความจริง ที่เกี่ยวกับ หม้อน้ำร้อนนี้ค่ะ ความจริงแล้วหม้อน้ำร้อนนี้สามารถฆ่าเชื้อโรคได้จริงค่ะ แต่น้ำที่ใส่อยู่ในหม้อจะต้องเป็นน้ำที่สะอาด และมีการเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ และร้อนอยู่ตลอดเวลาด้วยนะคะ ถ้าเป็นน้ำเดือดๆได้เลยยิ่งดีค่ะ เพราะเชื้อโรคสมัยนี้มันเก่งค่ะ สามารถพัฒนาตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้อย่างรวดเร็ว ความร้อนเพียงน้อยนิดจึงไม่สามารถทำให้มันตายได้ และจะต้องใช้เวลาสักนิดนะคะในการลวกช้อน ไม่ใช่จุ่มแล้วขึ้นเลย ทางที่ดี ลองนับ 1-10 ในใจแล้วค่อยเอาขึ้นค่ะ ถ้าเป็นน้ำที่ใช้ตั้งแต่เช้าเปิดร้านจนปิดร้านแล้วล่ะก็รับรองค่ะว่านั่นเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่ดีเลยทีเดียว ลองคิดดูสิคะ เชื้อ โรคลงไปสะสมเรื่อยๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ แล้วก็เจริญเติบโตได้ตามปกติ เมื่อมีคนมาจุ่มช้อนลงไปมากเข้า ก็เกิดการสะสม แล้วเราก็มาจุ่มช้อนลงไปอีก แทนที่จะเป็นการฆ่าเชื้อโรค ก็กลายเป็นการเพิ่มเชื้อโรคเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะจุ่มช้อนลงไปต้องสังเกตด้วยว่า น้ำนั้นสะอาดแค่ไหน มีเศษอาหารหรือไม่ น้ำขุ่นหรือเปล่า ดูให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ และไม่ใช่ว่าจุ่มปุ๊บขึ้นปั๊บ เชื้อโรคยังไม่ทันได้รู้สึกสัมผัสถึงน้ำก็ขึ้นซะแล้ว ก็ไม่ช่วยอะไรเหมือนกันนะคะ

อันตรายของรสหวานจากการกินน้ำตาลมากเกินไป

ใครที่ชอบทานหวาน ขาดน้ำตาลไม่ได้ รู้ตัวมั้ยว่าโรคร้ายต่างๆกำลังถามหาคุณอยู่ อันตรายจากการกินน้ำตาลมากเกินไปมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ 1 เกิดความไม่สมดุลของเลือด น้ำตาลสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเราทานน้ำตาลเข้าไปเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าน้ำตาลนั้นจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในน้ำผึ้ง น้ำตาลในขนมหวาน  จะทำเกิดความไม่สมดุลในเลือด ทำให้เลือดมีความเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายจึงต้องปรับสมดุลโดยการดึงแร่ธาตุที่สะสมในกระดูกมาใช้ เป็นเหตุให้เกิด โรคกระดูกเปราะ ฟันผุ ได้ 2 เกิดการสะสมไขมัน น้ำตาลที่มีมากเกินความจำเป็นในร่างกายจะถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นไขมัน และนำไปสะสมไว้ในส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น บริเวณสะโพก ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง ต่างๆ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความอ้วนเฉพาะส่วน หรืออ้วนทั้งตัวได้ค่ะ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดไขมันสะสมในอวัยวะภายใน เส้นเลือด หัวใจ ตับ ไต ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันอุดตันเส้นเลือดได้อีกด้วยค่ะ 3 ทำให้ง่วง การทานหวานมากเกินไปจะมีผลต่อระบบการทำงานของสมอง ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอนได้ง่ายกว่าคนอื่นๆค่ะ 4 ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง น้ำตาลยังสามารถทำให้เกิดเป็นโรคเรื้อรังต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็น สิว ปวดศีรษะเรื้อรัง ไมเกรน เบาหวาน…

ปัญหาคือบ่อกำเนิดของปัญญา

เราทุกคนต่างก็ไม่อยากให้เกิด ปัญหา ขึ้นกับตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่ในชีวิตจริงก็ไม่มีใครที่จะไม่เคยพบปัญหาเช่นกัน เพราะปัญหาก็คือส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นเรื่องธรรมดา ที่เราจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับมัน   เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าตัวปัญหานี่แหละที่ก่อให้เกิดปัญญาแก่เรา มาตั้งแต่วันที่เราเริ่มเรียนรู้แล้ว ตั้งแต่เด็กเรียนหนังสือ เรามีการบ้าน ซึ่งก็คือปัญหาที่เราต้องหาคำตอบ และเมื่อเรารู้คำตอบก็จะทำให้เราเกิดปัญญาขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นเราอาจจะมองว่า การบ้านนี้ยากจัง แต่เมื่อเราทำได้ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปเราก็จะรู้สึกว่ามันง่าย นั่นก็เพราะว่าเรามีปัญญาเกิดขึ้นแล้ว เช่นเดียวกับการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเราเจอปัญหา เราก็จะมองว่ามันยาก ไม่มีทางผ่านไปได้ เกิดความกังวล ความเครียด ขาดสติ จนบางคนถึงกับแก้ปัญหาโดยไม่คิดให้ดีก่อนเลยก็ได้ ซึ่งมันเป็นการแก้ไขที่ผิด หรือที่เรียกว่า ขาดสติ ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกในตัวของมันเอง เพียงแค่ใช้สติสักนิด คิดให้ถี่ถ้วน ก็จะเกิดเป็นปัญญา สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ ปัญหาเกิดขึ้นมาเพื่อให้เราได้รู้จักการใช้สติใคร่ครวญหาทางแก้ ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เราคร่ำครวญจมอยู่กับมัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีสาเหตุของมัน และเมื่อเรารู้สาเหตุที่ทำให้เกิดได้ เราก็สามารถหาทางแก้ไขมันได้เช่นกัน ปัญหาทำให้เราเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมีปัญญา อย่าย่อท้อ ใช้สติ คิดให้รอบคอบ คนเราล้มเพื่อลุก ไม่ใช่นอนรอให้คนอื่นมาข้าม ในเมื่อเราก็เคยผ่านปัญหามามาก แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่นี้ทำไมเราจะผ่านมันไปอีกไม่ได้

พลังอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการศรัทธาในตัวเอง

พลังในความสำเร็จอยู่ที่ความคิดว่าจะสำเร็จ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากพลังความคิด ความศรัทธาในตัวอง ซึ่งเป็นพลังที่แฝงอยู่ในตัวทุกๆคน เพราะทุกคนต่างมีความคิด ความศรัทธาเป็นของตัวเอง ขึ้นอยู่ที่ว่าจะคิดให้ตัวเองเป็นอย่างไร ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณก็จะเกิดพลัง และทำได้อย่างที่คิด แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็จะเกิดความท้อแท้ และทำไม่สำเร็จอย่างที่ใจคุณคิดนั่นเอง จากการศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จล้วนพบว่าทุกคนต่างมีศรัทธาในตัวเอง คิดว่าตัวเองทำได้ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จบ้าง ก็ควรมีศรัทธาในตัวเองก่อน วิธีการสร้างความศรัทธาในตัวเอง 1 รู้จักพึ่งตัวเอง ไม่มีใครที่จะสามารถช่วยเราได้ตลอดไป เราจะต้องรู้จักช่วยตัวเองก่อนที่จะเรียกร้องให้คนอื่นมาช่วย ซึ่งถือเป็นการพัฒนาความสามารถของเราเองด้วย เราต้องพยายามทำด้วยตัวเองอย่างสุดความสามารถ และเมื่อเราทำได้แล้วเราก็จะยิ่งภูมิใจในความสามารถของตัวเองมากยิงขึ้นด้วย 2 รู้จักและยอมรับตัวเอง เราจะต้องสำรวจตัวเองว่ามีข้อดี ข้อด้วย ข้อเด่น อะไรบ้าง ถ้าพบข้อด้อยที่แก้ไขได้ก็ให้พยายามแก้ไขเสีย และเราจะต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ทุกคนต่างมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไป เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้น เราจะต้องพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น 3 มีความศรัทธาในตัวเอง เราจะต้องไม่ดูถูกตัวเอง ศรัทธาในความสามารถของตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง ความสำเร็จอยู่ที่ความคิด ถ้าเราคิดว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้ รวมไปถึงความทุกข์ความสุข ทุกอย่างก็ล้วนอยู่ที่ใจเราคิดทั้งนั้น ถ้าเราคิดว่าเราทุกข์เราก็จะทุกข์ แต่ถ้าเราคิดว่าเรามีความสุขเราก็จะมีความสุข ไมมีใครที่จะนำความทุกข์หรือความสุขออกไปจากตัวเรานอกจากใจเราที่คิดไปเอง 4 กำจัดความกลัว รู้หรือไม่ความกลัวเป็นอุปสรรคสำคัญของความสำเร็จ…

คิดให้หายทุกข์จากการถูกนินทาว่าร้าย

การถูกนินทาว่าร้ายนั้น ใครๆรู้ก็ต้องเกิดความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปห้ามไม่ให้ใครมานินทาว่าร้ายเราเหมือนกัน และเราเองก็ไม่ควรไปนินทาว่าร้ายคนอื่นด้วย แต่ถ้าเราถูกนินทาว่าร้ายเราจึงทำได้แค่เพียงทำใจ อย่าไปคิด ไปเครียดกับคำพูดเหล่านั้น ไม่อย่างนั้นก็จะทำให้เราเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ วิธีการคิดให้หายทุกข์จากกการถูกนินทาว่าร้าย 1 มันเป็นเรื่องธรรมดา ลองคิดดูสิว่าจะมีใครที่ไม่เคยถูกนินทาว่าร้าย แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ยังเคยถูกนินทาว่าร้ายเลย แล้วนี่เราเป็นเพียงแค่บุคคลธรรมดาคนหนึ่ง ก็เป็นธรรมดาของโลก ที่เราจะต้องมีการถูกนินทาว่าร้ายจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อเราบ้าง อย่าเก็บมาใส่ใจ ยังไงซะการนินทามันก็อยู่คู่กับโลกนี้ตลอดไป 2 ตั้งจิตให้มั่นคง ในเมื่อเราบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เป็นอย่างที่เค้าว่าร้าย เราทำทุกอย่างด้วยความปรารถนาดี เราก็ไม่ควรโอนเอนไปตามลมปากของใคร เราจะต้องมั่นใจในความดี ความตั้งมั่นของเรา 3 มีจิตใจเมตตา การที่จะมีใครมานินทาว่าร้ายเรานั้น นั่นเป็นเพราะเค้ามีความอิจฉาริษยาเราอยู่ในใจ ซึ่งเค้าจะต้องร้อนรน ลุ่มร้อนใจ จนต้องหาทางทำให้คนมองราไม่ดีด้วยความอิจฉา และคนประเภทนี้เค้าไม่มีเพื่อนแท้เลย เพราะไม่มีใครกล้าที่จะเป็นเพื่อนแท้กับเค้าเนื่องด้วยไม่มีใครกล้าไว้วางใจ เพราะต่างก็ไม่อยากให้ตัวเองถูกนินทาด้วยกันทั้งนั้น เราจึงต้องเมตตา สงสารเค้า ไม่จำเป็นต้องโกรธเคืองคนที่หาความสุขในชีวิตไม่ได้ เพราะมัวแต่คิดอิจฉาริษยาคนอื่น 4 นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ รู้หรือไม่ คำนินทานั้นก็มีประโยชน์ตรงที่บางทีมันเป็นข้อด้อยของเราที่เรามองไม่เห็น แต่คนที่นินทาว่าร้ายเรา กลับไปค้นคิดจนเจอข้อด้อยนั้น แล้วจึงเอามาพูดจา เราก็ควรที่จะเก็บส่วนนั้นมาเพื่อใช้ในการปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ซึ่งเป็นการพัฒนาตัวเองให้สมบูรณ์ เพอร์เฟค ยิ่งขึ้น 5 คิดว่าเป็นปัญหาของสังคม เพราะสังคมไทยเคยถูกสอนให้คิดแข่งดีแข่งเด่น…

หลักการคิดเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง

ความสุข ใครๆก็อยากมีกันทั้งนั้น ซึ่งการทำให้มีความสุขนั้นก็ไม่ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเช่นกัน แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการทำให้มีความสุข คือ การรักษาความสุขให้อยู่กับเราไปนานๆ ความสุข ก็คือความพอใจ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความพอใจที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นการที่จะทำให้แต่ละคนมีความสุขจึงมีความยากง่ายไม่เท่ากันเช่นกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการ ความปรารถนาส่วนบุคคลนั้นๆ แต่โดยรวมแล้ว การจะทำให้ชีวิตมีความสุขนั้นก็มีหลักการคิดอยู่เพียงไม่กี่ข้อ ดังนี้ค่ะ การสร้างความสุขนั้นสามารถทำได้โดย 1 การตั้งความหวัง หรือการคาดหวัง จะต้องระลึกถึงความเป็นไปได้จริงด้วย พยายามอย่าคาดหวังอะไรที่เกินความสามารถ ที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริง หรือคาดหวังโดยมีผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง เพราะถ้าเกิดการผิดหวังขึ้นมากะทำให้ชีวิตพบกับความทุกข์ได้ 2 รักและเข้าใจตัวเอง ก่อนที่จะไปรักใคร เข้าใจใครเราจะต้องรักและเข้าใจตัวเองก่อน ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมี ตัวเองเป็น ถึงแม้ว่าอาจไม่ได้ดีเท่าคนอื่น แต่ก็ยังมีคนที่ด้อยกว่าเรา ไม่มีใครที่ดีไปเสียหมดทุกอย่างหรอก เราต้องยอมรับความเป็นจริง ในเมื่อธรรมชาติสร้างมาให้เราเท่านี้ เราก็ต้องพอใจและยอมรับมัน คนเราเลือกที่จะเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ค่ะ 3 รู้จักเมตตาและให้อภัย คำนี้ต้องสร้างให้เป็นนิสัยติดตัวไปตลอด โดยการเริ่มจากตัวเองก่อน เมื่อผิดพลั้ง ผิดพลาดไป ก็ต้องรู้จักให้อภัยตัวเอง ไม่โกรธ ไม่เกลียดตัวเอง ไม่มีใครที่ถูกไปหมด หรือผิดไปหมดทุกเรื่องหรอกค่ะ เราจะต้องรู้จักการให้อภัย ซึ่งเมื่ออภัยให้ตัวเองได้แล้วก็จะเป็นพื้นฐานการ ให้อภัย และเมตตาผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เราไม่มีนิสัย…