เชื้อเพลิงจากถ่านหินหรือถ่านโค้ก

ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่มีธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน และกำมะถัน เป็นองค์ประกอบหลัก ถ่านหินชนิดใดที่มีเปอร์เซ็นต์ของธาตุคาร์บอนมาก จะเป็นถ่านหินที่มีคุณภาพดี ให้พลังงานความร้อนสูงเมื่อเกิดการเผาไหม้ การแบ่งชนิดของถ่านหินอาจแบ่งตามเปอร์เซ็นต์ของคาร์บอนเรียงจากมากไปหาน้อย ดังนี้ แอนทราไซต์ บิทูมินัส และลิกไนต์ตามลำดับ ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และเป็นเชื้อเพลิงที่ให้ความร้อนสูงและการนำถ่านหินมาใช้จะทำให้มีส่วนในการลดการตัดไม้ทำลายป่าได้อีกด้วย เพราะถ่านหินสามารถใช้แทนถ่านไม้และให้ความร้อนดีกว่า การใช้ถ่านหินให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ควรนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง ควรนำถ่านหินไปกลั่นทำลายก่อน ซึ่งกระบวนการกลั่นทำลายก็คือ กระบวนการเผาถ่านหินในที่ที่ไม่มีอากาศ ถ่านหินจะสลายตัวให้สารอื่นๆ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง กากที่เหลือจากการกลั่นทำลายถ่านหิน เรียกว่า ถ่านโค้ก ซึ่งนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง การใช้ถ่านหินอีกวิธีหนึ่งในปัจจุบัน ทำโดยบดถ่านหินให้เป็นผง ล้าเผากับไอน้ำความดันสูงและเติมสารบางชนิดลงไป เพื่อเร่งการเกิดปฏิกิริยา จะได้ก๊าซโมเลกุลเล็กๆ ซึ่งก๊าซเหล่านี้อาจใช้เป็น ก๊าซเชื้อเพลิง หรือใช้เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์น้ำมันได้

เชื้อเพลิงจากฟืนและถ่านไม้สาเหตุการทำลายป่า

ไม้เป็นเชื้อเพลิงอีกชนิดหนึ่งที่ใช้กันมากในประเทศไทย โดยเฉพาะในชนบทมีการใช้เชื้อเพลิงในรูปฟืนและถ่านไม้ การใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงจำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำลายป่า โดยเฉพาะถ่านไม้มีการผลิตขายโดยมีการตั้งเป็นโรงเผาถ่าน เป็นอุตสาหกรรมที่มีทั้งการขอทำโดยถูกกฎหมาย และไม่ถูกกฎหมาย และนอกจากนี้ประชาชนบางคน บางกลุ่ม ยังมีอาชีพในการเผาถ่านขายในการดำรงชีวิต เมื่อกลุ่มคนต้องการใช้มาก การผลิตถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงก็จะเกิดมากขึ้นด้วย และเมื่อวัตถุดิบคือไม้ที่จะใช้ผลิตถ่านไม้ก็ต้องใช้มากขึ้น โอกาสของการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าก็จะมีสูงด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรจะคำนึงถึงด้วย การใช้ถ่านไม้ควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความหมายและชนิดของแร่

แร่ หมายถึง ธาตุ หรือสารประกอบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีโครงสร้างและส่วนประกอบที่แน่นอน มีสมบัติต่างๆเฉพาะตัว ซึ่งแร่ต่างๆเหล่านี้ ได้แก่ ดีบุก พลวง ทังสเตน แบไรต์ แมงกานีส ยิบซัม ดินขาว หินเกลือ หินไนต์ เป็นต้น ชนิดของแร่ จะเห็นว่าแร่ต่างๆที่พบนั้นมีมากมายหลายชนิด ตั้งแต่ที่มีราคามาก มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ จนกระทั่งมีราคาน้อย และไม่มีผลต่อเศรษฐกิจมากนักก็มี ฉะนั้น เมื่อแร่ต่างๆมีมากมาย เราจึงแบ่งแร่ออกเป็นสองพวกใหญ่ๆ ดังนี้ 1 แร่ประกอบหิน หมายถึง แร่ที่เป็นส่วนประกอบของหิน สามารถใช้ระบุชนิดของหินได้ เช่น หินแกรนิต ประกอบด้วย แร่ควอร์ตซ์ เฟลต์สปาร์ และไมกา หินปูน ประกอบด้วยแร่แคลไซด์ 2 แร่เศรษฐกิจหรือแร่อุตสาหกรรม หมายถึง แร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ หรือประโยชน์ทางอุตสาหกรรมโดยตรง มีทั้งแร่โลหะ เช่น เงิน ทองแดง ทองคำ ดีบุก เป็นต้น และแร่อโลหะ เช่น…

ปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์

1 ชนิดของสารที่เอนไซม์ไปควบคุมปฏิกิริยา เอนไซม์แต่ละตัวทำงานเฉพาะสับสเตรตหนึ่งๆ เท่านั้น จะไม่ไปเกี่ยวข้องกับสับสเตรตอื่นๆ 2 ความเข้มข้นของสับสเตรต เมื่อเอนไซม์คงที่ ถ้าเพิ่มความเข้มข้นของสับสเตรตจะทำให้อัตราเร่งปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น จนถึงจุดๆ หนึ่งแล้วคงที่ และความเข้มข้นของสับสเตรตเข้มข้นเกินไปจะทำให้เอนไซม์หยุดการทำงานได้ 3 ความเข้มข้นของเอนไซม์ สับสเตรตประมาณหนึ่งๆ นั้น ต้องใช้เอนไซม์ประมาณพอเหมาะ ถ้าเอนไซม์มากหรือน้อยไปก็จะทำงานได้ผลไม่เต็มที่ 4 ความเป็นกรด–เบส ของสารละลาย เอนไซม์จะทำงานได้ดีที่สุดสำหรับค่า pH ค่าหนึ่ง ถ้าเปลี่ยน pH เล็กน้อยอาจจะทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ลดหรือเพิ่มขึ้นได้ 5 อุณหภูมิ การเพิ่มอุณหภูมิมีผลต่อปฏิกิริยาที่เร่งเอนไซม์ทั้งทางบวกและทางลบ ถึงแม้ว่าการเพิ่มอุณหภูมิจะมีผลเร่งปฏิกิริยา แต่ในขณะเดียวกันการเพิ่มอุณหภูมิก็จะทำให้เอนไซม์ซึ่งเป็นโปรตีนเปลี่ยนสภาพเดิมของมันได้ง่าย อุณหภูมิที่พอเหมาะเท่านั้นจึงจะทำให้เกิดปฏิกิริยาได้ดี 6 สารยับยั้งปฏิกิริยาของเอนไซม์ คือสารที่ทำให้ปฏิกิริยาเกิดช้าลง สารพวกนี้จะไปยับยั้งเอนไซม์ในการจับสับสเตรตให้เกิดปฏิกิริยา เช่น เอนไซม์หลายชนิดถูกยับยั้งโดยเกลือโลหะหนัก หรือเกลือฟลูออไรด์ 7 สารกระตุ้น (Activator) เอนไซม์บางชนิดต้องการไอออนพวกอนินทรีย์เป็นตัวกระตุ้น เช่น คลอไรด์ไอออนกระตุ้นการทำงานของอะไมเลสในน้ำลาย แมกนีเซียมไอออนกระตุ้นฟอสเฟตในพลาสมา เป็นต้น

เอนไซม์ (Enzyme) ตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพ

เอนไซม์ คือตังเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพ เป็นสารประกอบพวกโปรตีน เอนไซม์มีสมบัติบางประการเหมือนตังเร่งปฏิกิริยาทั่วไป และเร่งเฉพาะชนิดของปฏิกิริยา และชนิดของสารที่เข้าทำปฏิกิริยา เมื่อเอนไซม์ตัวหนึ่งกำลังเร่งปฏิกิริยาการสลายโปรตีนชนิดหนึ่งอยู่จะไม่ทำให้สารประกอบอื่นๆสลายไปด้วย เอนไซม์บางชนิดจะเร่งปฏิกิริยาได้นั้นจะต้องรวมตัวกับตัวประกอบ ( Confactor ) ที่ไม่ใช่โปรตีนจึงจะทำหน้าที่ได้ ตัวประกอบ ( Confactor ) พวกนี้ได้แก่ วิตามินบี และเอนไซม์บางตัวต้องการไอออนของโลหะ เช่น แมกนีเซียม แคลเซียมไอออน จึงจะทำงานได้ การเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ ปฏิกิริยาเคมีทั่วไปเมื่อเติมตัวเร่งปฏิกิริยาก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเร็วขึ้น ตัวเร่งปฏิกิริยาจะเกิดปฏิกิริยากับสารตั้งต้นได้สารเชิงซ้อนแล้วสลายตัวได้สารผลิตภัณฑ์และตัวเร่งปฏิกิริยากลับคืนมา

คุณสมบัติทั่วไปของโปรตีน

1 การละลายน้ำ โปรตีนส่วนมากไม่ละลายน้ำ โปรตีนบางชนิดละลายน้ำได้เล็กน้อย 2 ขนาดโมเลกุลและมวลโมเลกุล โปรตีนมีมวลโมเลกุลสูงมากและขนาดใหญ่ 3 สถานะโปรตีนบริสุทธิ์เป็นของแข็ง อสัณฐานบางชนิดอยู่ในรูปผลึกได้ 4 การเผาไหม้ เมื่อเผาจะเกิดกลิ่นไหม้ 5 ทำปฏิกิริยากับกรดไนตริก จะได้สารสีเหลือง 6 ไฮโดรลิซิส ถูกไฮโดรไลซ์ด้วยกรด หรือเอนไซม์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จะได้กรดอะมิโนหลายชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของโปรตีน 7 ทำปฏิกิริยากับกรดและเบสได้ 8 โปรตีนทำปฏิกิริยากับสารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟตในเบสได้สารสีม่วง สีน้ำเงิน หรือสีม่วงอมชมพู ของสารประกอบเชิงซ้อนของคอปเปอร์ (II) ไอออน 9 โปรตีน หรือกรดอะมิโนต้มกับสารละลายนินไฮดริน จะเกิดปฏิกิริยา ได้สารสีชมพู ม่วง หรือสีน้ำเงิน ขึ้นอยู่กับชนิดของโปรตีน 10 การทำลายสภาพธรรมชาติของโปรตีน โดยความร้อน หรือเติมตัวทำละลายอินทรีย์บางชนิด

โครงสร้างและการแบ่งชนิดของโปรตีน

โครงสร้างของโปรตีน แบ่งตามลักษณะของโครงสร้างออกเป็น 2 ประเภท คือ 1 โปรตีนมนกลม (Globular Proteins) ลักษณะกลมมน หรือทรงรี เพราะสายโพลีเพปไทด์ ขดม้วนเข้าหากันอย่างหนาแน่น เช่น อินซูลิน แอลบูมิน โกลบูลินในพลาสมา และเอนไซม์ชนิดต่างๆ 2 โปรตีนเส้นใย (Fibrous Proteins) ลักษณะเส้นใยที่เกิดเป็นโพลิเมอร์เพปไทด์สายยาวๆ หลายเส้นมาเวียนพันกันเป็นวง helix อาศัยแรงยึดกันระหว่างสาย เช่น พันธะไดซัลไฟด์ และพันธะไฮโดรเจนจำนวนมาก จึงคงรูปเส้นใยอยู่ได้ การแบ่งชนิดของโปรตีน แบ่งตามส่วนประกอบทางเคมีและรูปร่างทั่วไปได้ดังนี้ 1 โปรตีนอย่างง่าย (Simple proteins) เป็นโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนล้วนๆ 2 โปรตีนเชิงซ้อน หรือโปนตีนคอนจูเกต (Complex proteins or Conjugated proteins) เป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนและสารที่ไม่ใช่กรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย