มูลฐานของทัศนธาตุ (Basic Visual Elements)

มูลฐานของทัศนธาตุ

ทัศนธาตุ (Visual Elements) ในทางทัศนศิลป์ หมายถึง ส่วนประกอบของศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ทางการเห็นของมนุษย์ ประกอบไปด้วย จุด (Dot) เส้น (Line) รูปร่าง (Shape) รูปทรง (Form) น้ำหนักอ่อน-แก่ (Value) สี (Color) พื้นผิว (Texture) จุด (Dot) ความหมายของจุดในทางทัศนศิลป์ หมายถึง อนุภาคที่เล็กที่สุด เป็นส่วนประกอบที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่มองเห็นได้ในงานออกแบบ เมื่อนำจุดมาเรียงต่อกันในตำแหน่งที่เหมาะสมและซ้ำๆ กัน ทำให้เกิดเป็นเส้น รูปร่าง รูปทรง ลักษณะผิว เป็นต้น จุดปรากฏได้ 2 ลักษณะคือ 1 เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น จุดในลายของสัตว์ เปลือกหอย ผีเสื้อ แมลง พืช เปลือกไม้ เป็นต้น 2 เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น คือ การใช้วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ได้แก่ ปากกา ดินสอ…

ความหมายและขอบข่ายของทัศนศิลป์

ทัศนศิลป์

ทัศนศิลป์ มีความหมายตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Visual Art หมายถึง ศิลปะที่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทตา โดยการมองเห็นมิติที่มีความกว้าง ยาว สูง หรือความหนา สัมผัสจับต้องได้ ใช้กระบวนการถ่ายทอดผลงานโดยใช้จินตนาการสร้างความคิดสร้างสรรค์อย่างมีระบบ มีความสวยงาม ก่อให้เกิดความพึงพอใจ ต่อจิตใจและอารมณ์ของมนุษย์ ได้แก่ ภาพเขียน ภาพพิมพ์ งานปั้น แกะสลักและสิ่งก่อสร้าง ทัศนศิลป์ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามสื่อวัสดุที่ใช้ในการสร้างงาน ได้แก่ จิตรกรรม ภาพพิมพ์ ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม จิตรกรรม (Painting) หมายถึง การวาดภาพ ขูด ขีด เขียน และระบาย ลงบนพื้นวัสดุ ได้แก่ กระดาษ ผ้า ผนังปูน แผ่นไม้ แผ่นหิน หรือวัสดุอื่นๆ เป็นการถ่ายทอดความงามและความรู้สึกนึกคิดลงบนพื้น เกิดเป็นภาพ 2 มิติ คือ มีความกว้างและความยาว แสดงเป็นสัญลักษณ์ หรือเรื่องราวตามความคิดของผู้วาด โดยใช้เส้น…

การเล่นโมงครุ่มการละเล่นของไทย

การเล่นโมงครุ่ม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอีหลัดถัดทา  ในเอกสารโบราณเรียกว่า “หม่งครุ่ม โหม่งครุ่ม มงครุ่ม” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2556 ใช้ว่า “โมงครุ่ม” อธิบายว่า การมหรสพอย่างหนึ่งที่แสดงในงานราชพิธีมงคลสมโภช เช่น พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีนี้ใช้แก่พระองค์เจ้าขึ้นไป การแต่งกายของผู้แสดงโมงครุ่ม คล้ายกับระเบง และกุลาตีไม้ คือ สวมชุดเข้มขาบ ซึ่งเป็นผ้าที่ทอรวมกับทองแล่ง สวมสนับเพลา คาดผ้าที่เอว สวมเทริด นักแสดงมือถือไม้กำพด ลักษณะอย่างตระบองขนาดสั้น 2 อัน ส่วนล่างทำเป็นด้ามสำหรับถือ ผู้แสดงถือไม้กำพดข้างละมือ การเล่นโมงครุ่ม แบ่งผู้แสดงออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน กลุ่มหนึ่งมีกลองโมงครุ่ม 1 ลูก ผู้แสดงยืนใกล้กับกลองข้างละ 2 คน กลองโมงครุ่มนี้เป็นกลองขึ้นหนังสองหน้า มีรูปทรงอย่างเดียวกับกลองทัด วางบนฐานตั้งตรงกลาง ด้านหน้ามีผู้เล่น 1 คน ยืนตีโหม่งบอกท่าทางให้ผู้เล่นทำตาม ผู้ตีโหม่งตีให้สัญญาณ เมื่อผู้เล่นเข้าประจำที่แล้วคนตีจึงตีโหม่งพร้อมร้องว่า “อีหลัดถัดทา” จากนั้นตีโหม่งอีก 2 ที เพื่อบอกท่าทางต่างๆ…

ประเทศไทยสมัยยุคจูแรสซิก (Jurassic Period)

ช่วงยุคจูแรสซิกหรือประมาณ 299 -251 ล้านปีผ่านมาแผ่นธรณีของไทยทั้งสองได้เชื่อมต่อกันโดยสมบูรณ์  การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกได้หยุดลง เริ่มเกิดกระบวนการปรับลดระดับพื้นที่โดยกัดกร่อนหินเดิมให้ต่ำลง และพาเอาตะกอนประเภททราย ทรายแป้ง และโคลนจากที่สูงมาตกสะสมตามที่ราบต่างๆ อย่างกว้างขวาง ภายใต้สภาวะภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้นสลับร้อนแห้งแล้ง ภูมิประเทศของประเทศไทยในขณะนั้นเป็นที่ราบ หนอง บึง แทบทั้งสิ้น โดยพบพื้นที่ภูเขาเพียงบางส่วน ตามแนวตะเข็บรอยต่อของแผ่นทวีป และตามแนวเทือกเขาเชียงใหม่ – ตะนาวศรีในปัจจุบัน นานวันผ่านไป ตะกอนที่ทับถมจึงแข็งตัวเกิดเป็นตะกอนสีเทา สีน้ำตาลแดง และสีแดงของกลุ่มหินโคราช (Khorat Group) หลักฐานรูปแบบการสะสมตัวของหินตะกอนบ่งชี้ว่า ตะกอนที่พบในยุคจูแรสซิกตอนกลางถึงตอนปลายเกิดจากการพัดพามาทับถมของทางน้ำโค้งตวัด (Meandering Stream) และเนื่องด้วยจากสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีการแพร่พันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายชนิด ทั้งพืชยืนต้นประเภทต่างๆ และสัตว์มีกระดูกสันหลังจำพวกไดโนเสาร์ จระเข้น้ำจืด สัตว์เลื้อยคลาน เต่า รวมทั้งปลาเลปิโดเทส หลักฐานด้านซากดึกดำบรรพ์ – ปลาน้ำจั้นเลปิโดเทสพุทธบุตรเอนซิส (Lepidotes buddhabutrensis) พบบริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ ปลาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในยุคจูแรสซิกตอนปลายถึงครีเทเซียสตอนต้น มีความยาวประมาณ 30 – 60 เซนติเมตร และมีเกร็ดแข็งลักษณะรูปขนมเปียกปูน กินพืชเป็นอาหาร สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อน…

ศิลปะการแสดงลิเกป่า

ศิลปะการแสดงลิเกป่า  กำลังจะหายไปจากสังคมชาวใต้ เนิ่นนานมาแล้วไม่มีใครทราบว่า “ลิเกป่า”  หรือ “ลิเกรำมะนา” หรือ “ลิเกบก” ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นเมืองของชาวปักษ์ใต้ของไทยที่น่าสนใจ เป็นที่นิยมกันมากแถบพื้นที่จังหวัดพัทลุง นครศรีธรรมราช หรือภาคใต้ทั่วไป เช่น ระนอง กระบี่ ตรัง สงขลา หรือสตูล มีมาหรือปรากฏตั้งแต่เมื่อใด เพียงได้รับการบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ รุ่นเก่าๆ ว่า พื้นที่ภาคใต้แทบทุกหมู่บ้านเคยมีคณะลิเกป่าแสดงให้คนในชุมชนได้รับชม สะท้อนกระแสนิยมลิเกป่าในครั้งนั้นว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว กล่าวกันว่า ลิเกป่า เป็นมหรสพการแสดงการละเล่นตั้งแต่ครั้งอดีต ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากแขกเปอร์เซียที่เดินทางไปค้าขายยังดินแดนและแคว้นต่างๆ ยุคที่ตะวันออกกลางรุ่งเรือง ภาษาเปอร์เซีย จะเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในอ่าวเบงกอล ทั้งนำศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อ ศาสนา ไปเผยแผ่เกือบทุกเมืองในคาบสมุทรอินเดียผ่านเส้นทางเดินเรือโบราณ รวมถึงหัวเมืองสำคัญทางฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทย เช่น อาณาจักรศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอาณาจักรตามพรลิงค์ (พุทธศตวรรษที่ 13-18) เป็นยุคที่ศูนย์กลางการเผยแผ่อิทธิพลสร้างพลังและอำนาจผ่านเมือง 12 นักษัตร หรือหัวเมืองหน้าด่านชายฝั่งสำคัญของแหลมมลายู เนื้อหาในหนังสือนครศรีธรรมราช พูดถึงความเป็นมาของ ลิเกป่า เอาไว้ว่า ลิเกป่าได้แบบอย่างมาจากพวกแขก กล่าวคือคำว่า “ลิเก” มาจากการร้องเพลงเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าของพวกแขกเจ้าเซ็นที่เรียกว่า “ดิเกร์” ซึ่งเป็นภาษาเปอร์เซีย…

เอกลักษณ์เครื่องแต่งกายโนรา

เสน่ห์ที่สร้างความสวยงามอย่างเป็นเอกลักษณ์ของโนรา คือ เครื่องแต่งกาย ความโดดเด่นของเครื่องแต่งกายที่มีสีสัน และสะท้อนเครื่องแต่งกายของกษัตริย์โบราณ แห่งอาณาจักรศรีวิชัยต่อเนื่องมายังอาณาจักรตามพรลิงค์นั้น บ่งบอกความสำคัญที่เชื่อมโยงจากตำนานซึ่งกล่าวขานว่า ท้าวทศวงศ์พระราชทานเครื่องต้นอย่างกษัตริย์ให้พระเทพสิงหร พระยาสายฟ้าฟาดพระราชทานเครื่องต้นสำหรับเป็นเครื่องแต่งกายโนราให้เป็นขุนศรีสัทธา หรือพระนาสายฟ้าฟาดเปลื้องเครื่องทรงและถอดมงกุฎให้เท้าเทพสิงหร (อจิตกุมาร) สำหรับใช้รำโนรา เครื่องแต่งกายโนราจึงมีเครื่องยอดสำหรับสวมศีรษะ เครื่องลูกปัด สนับเพลา หางหงส์ พร้อมไปด้วยความวิจิตรงดงาม เครื่องแต่งกายโนรา สำหรับโนราใหญ่ หรือครูโนรา หรือนายโรง หรือหัวหน้าคณะ ประกอบด้วย เทริดเครื่องลูกปัดที่ร้อยเป็นแถบ เป็นแผง และเป็นสวนประกอบของเครื่องประดับกายโนรา เครื่องแต่งกายโนรามีสายสังวาล ปีกนกแอ่น (ปีกเหน่ง) ปางหงส์ (ปีก) ปั้นเหน่ง ทับทรวง ประจำยาม หัวบ่า (ผ้าร้อยลูกปัดสำหรับประดับบ่า) ปิ้งคอ ปิ้งโพก ผ้านุ่ง ผ้าห้อย หน้าผ้า (ชายไหว) พานอก เหน็บเพลา (สนับเพลา-กางเกง) ผ้าหน้าเพลา กำไลต้นแขน – ปลายแขน กำไลมือ กำไลเท้า และเล็บ (ใช้สวมนิ้วมือข้างละ 4 นิ้ว…

ที่มาของศิลปะการแสดงโนรา

โนรา เป็นศิลปะของการแสดงของไทยภาคใต้ประเภทหนึ่งที่มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ทรงไว้ซึ่งคุณค่าด้านศิลปะมรดกภูมิไทย สะท้อนปรัชญา ความเชื่อ พิธีกรรม ค่านิยม และผูกพันกับวิถีชนของบทกลอน การตีบท เจรจา ดำเนินเรื่องราวตามบทละคร หรือตามเรื่องที่ผูกขึ้น โนราเป็นศิลปะการแสดงเพื่อสร้างความบันเทิง ในขณะเดียวกันโนราก็เป็นกรแสดงเพื่อประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อที่ผูกพัน ระหว่างความเชื่อในอำนาจที่เหนือธรรมชาติ มีภาวะที่สื่อโลกปัจจุบันของลูกหลานที่เป็นทายาทกับโลกวิญญาณของบรรพบุรุษโนรา “ตายายโนรา” หรือ “ตาหลวง” การประกอบพิธีกรรมสำคัญที่เรียกว่าโนราโรงครู หรือโนราลงครู เป็นมิติในการสร้างสัมพันธภาพ ของผู้คนในประชาคม ทั้งยังคงถือปฏิบัติสืบสานจนถึงจนถึงปัจจุบัน คำว่า “โนรา” นี้มีการใช้คำแตกต่างกัน เช่น โนรา โนห์รา มโนห์รา มโนราห์ ศิลปินที่แสดงโนรานิยมเรียกเป็นคำสรรพนามนำหน้าทั้งชายและหญิงว่า “โนรา” เช่น โนราขุนอุปถัม์นรากร (พุ่มเทวา) โนรายก ชูบัว โนราแปลก ท่าแค โนรากัญญา นาฎราช ฯลฯ การเรียนขานโนรานี้ในเอกสารหลายแห่งกล่าวถึง และมีความหมายเดียวกันว่า ชาตรี ละครชาตรี หรือละครมโนห์รา-ชาตรี หรือมโนราห์-ชาตรี ไว้ด้วย คำเรียกขานต่างๆ ของการแสดงนี้จึงมีความสัมพันธ์ และสื่อถึงความหมายของศิลปะการแสดงโนรา การศึกษาเรื่องราวของโนรา…