บทความดีดี มีสาระ

เว็บไซท์รวบรวม บทความดีดี มีสาระ สำหรับทุกท่านที่ต้องการสาระดีดี

Browsing Posts in พัฒนาจิตใจ

สมาธิเป็นคุณสมบัติอันเลิศ ที่มีลักษณะซึมซาบให้เกิดขึ้นในใจ ลักษณะเป็นลมละเอียด ชนิดถูกกลั่นกรองจนเป็นปุยนุ่น มีความแกร่งแต่อ่อนละมุน มีความนุ่มแต่เหนียวแน่น มีการตั้งอยู่ในลักษณะแห่งฐานรองรับ

สมาธิ เป็นลักษณะลมละเอียด ถูกกลั่นกรองจนอ่อนนุ่มแต่แกร่ง พร้อมจะซึบซาบเข้าสู่ใจ มีความเป็นเชิงรับ บังเกิดความสุข เพราะรองรับคือสติความระลึกอันเป็นความเหนียวไม่ขาดง่ายๆ สุขุมลุ่มลึกสุดจะประมาณ อาการแสดงออกให้เห็นสิ่งต่างๆเป็นนิมิตเกิดแสงสว่างสบายสุขเกษม อาการนี้ได้รับการซึบซาบจากสมาธิ ฐานรองรับนั้นแกร่งด้วยความผสมจิต-สติ เพื่อความคงอยู่ของพลังที่จะเข้ามารวมอยู่ที่ฐานให้แกร่งขึ้น เพื่อให้ฐานใหญ่และแกร่งขึ้นตามลำดับ

สมาธิได้จากคำสอนที่มีมาจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาและแนะนำการกระทำต่างๆ พระสงฆ์ผู้สนใจได้ศึกษาแล้วปฏิบัติตามหนทางที่ระบุไว้ในคำสอนนั้นๆ ผลออกมาเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนและสอนต่อๆกันมาในเรื่องการนั่งสมาธิตามแบบที่ถูกต้อง

โดยบริกรรมมาตามลำดับจนบังเกิดตามเหตุผลของการดำเนินการ จนเข้าใจเหตุผลที่ว่าเหตุใดจึงต้องทำสมาธิ ทำเพื่อต้องการมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดีนั่นเอง สุขภาพใจนั้นเมื่อเกิดสมาธิแล้ว ก็จะทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน เพราะความฟุ้งซ่านเป็นหนทางให้เกิดโรคทางจิตมาก จนเกิดความคุ้มคลั่ง มีความไม่เป็นตัวของตัวเอง ความสุขหายไป

สมาธิสำคัญต่อมนุษย์ สมาธิคือสมบัติที่มีความสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์ ให้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คือการพัฒนาจิตใจที่สูงขึ้น เพราะความสงบที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัจจัยให้เล็งเห็นความสุขที่ทุกคนปรารถนา เพราะสมาธิต้องมีการสะสมให้เป็นการเพียงพอเพื่อเหล่อเลี้ยงจิตใจ

เมื่อเกิดสมาธิขึ้น วิธีการรักษาเพื่อดำรงไว้ซึ่งสมาธิ และการพัฒนาสมาธิให้มากขึ้น จึงต้องมีหลักเกณฑ์พอสมควร เช่น

1.       การทำก็ต้องอยู่ในลักษณะศรัทธา

2.       การระวังมิให้จิตเขวไป เชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ

3.       การกระทำอย่างต่อเนื่อง

4.       ไม่กังวลจนเกินไป

5.       การศึกษาต่อผู้รู้ก็ควรถามและใคร่ครวญ

6.       ความเชื่อมั่น

7.       ความตั้งใจแน่วแน่

ลักษณะของสมาธิ

เมื่อผู้บำเพ็ญสมาธิจิตสงบแล้วจะพบสิ่งพิเศษต่างๆ เช่น ตัวเบาสบายเหมือนตัวเราสูงใหญ่ เหมือนตกเหว เหมือนอยู่ในอากาศ ถือว่าจิตได้เป็นสมาธิแล้ว ลักษณะต่างๆที่เกิดขึ้นจะเป็นประเดี๋ยวประด้าวแล้วก็หายไป เป็นธรรมดาของสมาธิ จิตธรรมดานั้นจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็เป็นด้วยอารมณ์ จิตเกาะติดกับอารมณ์ตลอดระยะเวลา ส่วนจิตสมาธิ มุ่งมั่นเอาจิตปราศจากอารมณ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว การเริ่มต้นฝึกสมาธิ ก็จะต้องกำจัด อารมณ์ เพราะสมาธินั้นเป็นแนวทางแห่งสติ ที่มิให้เกิดความผิดพลาดในกิจการงานหน้าที่

สมาธิมีลักษณะอาการกิริยาที่พอกำหนดได้ เช่น

1.  สมาธิธรรมชาติ คือ จิตไม่ตั้งมั่น หวานไหวง่าย อ่อนแอ ทุกๆคนมีสมาธิธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น การทำงานด้วยความจดจ้อง การเรียน การอ่าน ล้วนเป็นสมาธิตื้น ทุกคนได้สมาธิธรรมชาติจากการพักผ่อนและนอนหลับแต่ละครั้ง

2.  สมาธิที่สร้างขึ้น คือ จิตที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวง่าย เป็นสมาธิที่สร้างขึ้นอย่างมีระบบ อย่างมีขั้นตอน สมาธิที่สร้างขึ้นจะเป็นหลักปรากฏอยู่ในใจของเราตลอดไป ไม่มีการสูญสลายตัว ส่วนสมาธิธรรมชาติมีมาใช้ไป ไม่อยู่คงตัวเกิดขึ้นสลายไปในการใช้งาน

ขั้นตอนสมาธิ

การทำสมาธิจำเป็นต้องมีขั้นไปสู่เป้าหมายเช่นกัน ดังนั้นการวางพื้นฐานสมาธิ มี 3 ขั้นตอน คือ

1.  ขณิกะ แปลว่า เล็กน้อยหรือชั่วขณะ อันดับแรกจากการบริกรรมนั่นแหละ คือ ขณิกะสมาธิ จะมีปรากฏที่เกิดขึ้นชั่วแว้บว้าบ มันจะเกิดขึ้นในจุดเดิมนี้ทุกครั้ง พอบริกรรมแล้ว จิตก็จะเข้าถึงจุดนี้ก็จะเกิดความสบายที่ผิดธรรมดา อันนี้คือจุดที่จะต้องรวบรวมกำลังและหากว่าทอดทิ้งโดยไม่ทำอีกเป็นการต่อเนื่อง มันก็จะค่อยๆหมดสภาพไป ครั้นจะทำขึ้นใหม่ก็ต้องมีขั้นตอนเริ่มใหม่เพื่อหาจุดที่จะเป็นจุดเริ่มแรก พยายามจดจำขณะจิตที่ดำเนินนั้น เพ่งมองเห็นความเคลื่อนไหวของจิต ที่บริกรรมแล้วหยุดนิ่ง ตลอดจนถึงจิตรวม จิตเข้าภวังค์ จิตสว่างโล่งโถง จิตเยือกเย็น ตัวเบา ตัวใหญ่ ตัวเล็ก ตัวลอย หรืออาการต่างๆ ในทางเย็นสบายเป็นต้น ทุกๆอาการเหล่านี้ หรือเห็นถึงนิมิตต่างๆ แสดงถึงความเป็นของ ขณิกสมาธิ

2.  อุปจารสมาธิ แปลว่า สมาธิขั้นกลาง อันนี้หมายถึงความชำนาญเกิดขึ้น สมาธิเกิดได้นาน มีความรู้ในสมาธินั้น การทำสมาธิได้เร็วขึ้นและนานขึ้น

3.  อัปปนาสมาธิ แปลว่า สมาธิขั้นสูง สามารถทำให้เกิดฌานชั้นสูงได้ เช่น รูปฌาน อรูปฌาน คือ ฌานขั้นสูงของสมาธิ จิตนั้นจะอยู่นิ่งได้ตามประสงค์ อย่างไรก็ตาม คือ สมาธิย่อมอยู่ได้และมีการเสื่อมสภาพได้

ความมุ่งหมายและประโยชน์ของสมาธิที่ใช้อย่างถูกต้องหรือพูดตามศัพท์ว่า ความมุ่งหมายของสัมมาสมาธิก็คือ เพื่อเตรียมจิตให้พร้อมที่จะใช้ปัญญาอย่างได้ผลดี เป็นสมาธิเพื่อปัญญา เพื่อการรู้เห็นสิ่งทั้งหลายความเป็นจริง เพื่อทำความเห็นความเข้าใจให้ถูกต้องบริสุทธิ์

แม้ว่าสมาธิจะมีความมุ่งหมายดังกล่าวมานี้ก็จริง แต่สมาธิก็ยังมีคุณประโยชน์อย่างอื่นๆที่นอกเหนือไปจากจุดมุ่งหมายนั้นอีก ประโยชน์บางอย่างเป็นพลอยได้ระหว่างปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของสมาธินั่นเอง บางอย่างเป็นประโยชน์ที่พิเศษออกไป ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนยิ่งกว่าธรรมดา บางอย่างเป็นประโยชน์ที่เกื้อกูลแก่ท่านที่ได้บรรลุจุดมุ่งหมายของสมาธิเสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งพระราชวรมุนี สรุปและประมวลประโยชน์ของสมาธิไว้ ดังนี้

1. ประโยชน์ที่เป็นจุดมุ่งหมาย หรืออุดมคติทางศาสนา

-ประโยชน์ที่ตรงแท้ของข้อนี้คือ การเตรียมให้พร้อมที่จะใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้แจ้งสภาวะธรรมดาตามความเป็นจริง เรียกตามศัพท์ว่า เป็นบาทแห่งวิปัสสนาหรือทำให้เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ คือ การรู้เห็นตามความเป็นจริงซึ่งจะนำไปสู่วิชชาและวิมุตติในที่สุด

-ประโยชน์ที่รองมาในแนวเดียวกันนี้ แม้จะไม่ถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริงคือการบรรลุภาวะที่จิตหลุดพ้นจากกิเลสชั่วคราว กล่าวคือหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจพลังจิต โดยเฉพาะด้วยกำลังญาณ กิเลสถูกกำลังสมาธิกด ข่ม หรือทับไว้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสมาธินั้น เรียกตามศัพท์ว่า วิกขัมภนวิมุตต

2. ประโยชน์ในด้านการสร้างความสามารถพิเศษเหนือสามัญวิสัย ที่เป็นผลสำเร็จอย่างสูงทางจิต หรือเรียกว่า ประโยชน์ในด้านอภิญญา ได้แก่การใช้สมาธิระดับญาณสมาบัติเป็นฐาน ทำให้เกิดฤทธิ์อภิญญาขั้นโลกีย์อื่นๆ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ ทายใจคนอื่นได้ ระลึกชาติได้เป็นต้น

3. ประโยชน์ด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น ทำให้เป็นผู้มีจิตใจและมีบุคลิกลักษณะเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง สงบ เยือกเย็น สุภาพ นิ่มนวล สดชื่น ผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า เบิกบาน งามสง่า มีเมตตา กรุณา รู้จักตนและผู้อื่นตามความเป็นจริง รู้จักทำใจให้สงบและสะกดยั้งผ่อนเบาความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจได้ เรียกง่ายๆว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์และมีภูมิคุ้มกันโรคจิต

4. ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

-ช่วยให้จิตผ่อนคลาย หายเครียด เกิดความสงบ หายกระวนกระวาย กลัดกลุ้ม วิตกกังวล เป็นเครื่องพักผ่อนกายให้ใจสบายและมีความสุข

-เสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน การศึกษาและการทำกิจทุกอย่างให้ดียิ่งขึ้น เพราะจิตที่เป็นสมาธิ แน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก ไม่เลื่อนลอย ย่อมช่วยให้เรียน ให้คิด ให้ทำงานได้ผลดี การทำงานก็เป็นไปโดยรอบคอบ ไม่ผิดพลาดและป้องกันอุบัติเหตุได้ดี เพราะเมื่อมีสมาธิย่อมมีสติกำกับอยู่ด้วย

-ช่วยเสริมสุขภาพกายและแก้ไขโรคได้ ร่างกายกับจิตใจอาศัยกันและมีอิทธิพลต่อกัน ปุถุชนทั่วไปเมื่อกายไม่สบาย จิตก็พลอยอ่อนแอ เศร้าหมองขุ่นมัว ครั้นเสียใจ ไม่มีกำลังใจ ก็ยิ่งซ้ำโรคทางกายนั้นให้ทรุดหนักลงไปอีก แม้ในเวลาที่ร่างกายปกติพอประสบเรื่องราวให้เศร้าเสียใจรุนแรงก็ล้มป่วย เจ็บไข้ไปได้ ส่วนผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งสมบูรณ์เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่สบายอยู่แค่กายเท่านั้น จิตไม่พลอยป่วยไปด้วย ยิ่งกว่านั้นกลับใช้ใจที่สบายมีกำลังจิตเข้มแข็งนั้นบรรเทาหรือผ่อนเบาโรคทางกายได้อีกด้วย

ชีวิตมนุษย์เกิดจากองค์ประกอบต่างๆรวมกัน ซึ่งอาศัยกันเป็นระบบและเป็นกระบวนการ การจะเข้าใจชีวิตได้ดี ต้องแยกองค์ประกอบออกเป็น 2 ส่วน ทั้งที่เป็นวัตถุร่างกายและจิตวิญญาณ หรือทั้งรูปธรรมและนามธรรม โดยรวมลงในขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์ คือ

1.   รูป ได้แก่ ส่วนประกอบของฝ่ายรูปธรรม ทั้งหมดอันเป็นร่างกายและพฤติกรรมทั้งปวง เป็นสสารและพลังงาน พร้อมทั้งคุณสมบัติและพฤติกรรมของสสารหรือพลังงานเหล่านั้น

2.   เวทนา ได้แก่ ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ซึ่งเกิดจากผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

3.   สัญญา ได้แก่ ความกำหนดได้ หมายรู้ คือกำหนดรู้อาการ เครื่องหมาย ลักษณะต่างๆ อันเป็นเหตุให้จำอารมณ์ 6 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ได้

4.   สังขาร ได้แก่ องค์ประกอบหรือคุณสมบัติต่างๆของจิตที่ปรุงแต่งให้คิดดีหรือชั่ว หรือเป็นกลางๆ โดยมีเจตนาเป็นตัวนำ หรือปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจและการแสดงออกทางกาย วาจา ให้เป็นไปต่างๆ เป็นที่มาของกรรม เช่น ศรัทธา สติ โอตตัปปะ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ปัญญา โลภะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ อิสสา มัจฉริยะ เป็นต้น

5.       วิญญาณ ได้แก่ ความรู้แจ้งอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ คือ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัสทางกายและการรู้อารมณ์ทางใจ

องค์ประกอบแห่งชีวิตถ้าหากแยกแจกแจงตามแนวอภิธรรม จะได้รายละเอียดปลีกย่อยลงไปอีก โดยแยกออกได้ ดังนี้ รูป 28 เวทนา 6 สัญญา 6 สังขาร 50 และวิญญาณ 89 หรือ 121 และบัญญัติเรียกองค์รวมหรือขันธ์ 5 ว่า บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือเรียกโดยปรมัตถ์ว่า รูปธรรม นามธรรม โดยมีรูป เป็นรูปธรรม ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นนามธรรม

การแยกชีวิตออกเป็นระบบขันธ์ 5 พระราชวรมุนี อธิบายว่า เป็นระบบแยกซอย เพื่อการศึกษาธรรมชาติของมนุษย์เหมือนนักวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติแห่งชีวิต มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งเฉย เป็นชีวิตที่เคลื่อนไหว องค์ประกอบแต่ละส่วนมีการทำงานเป็นกระบวนการสัมพันธ์กันเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กัน ซึ่งเครื่องจักรโดยเฉพาะหุ่นยนต์ ถึงจะมีการเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่มีชีวิต ไม่มีเจตนา ไม่มีเจตจำนง เครื่องจักรจะเคลื่อนไหวได้ก็ต่อเมื่อมีคนขับขี่บังคับ แต่ระบบการทำงานชีวิตมนุษย์มีเจตจำนง มีคุณสมบัติคือปัญญา ทำให้การเคลื่อนไหวของมนุษย์มีการปรับตัว ปรับปรุงพัฒนาระบบการทำงานของมันเองและจัดการกับสิ่งอื่นภายนอกได้ ลักษณะพิเศษแห่งองค์ประกอบนี้ เรียกว่า ระบบเป็นอยู่หรือการดำเนินชีวิต

ผู้ที่ฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆ จะยังไม่มีความชำนาญ จึงควรใช้วิธีฝึกสตินิ่งหรือสติรู้ใรอิริยาบทก่อน คือ กำหนดจับอยู่ ณ จุดเดียวจนชัดและชำนาญ เพื่อให้รู้จักหน้าตาของสติเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร โดยการนั่งปล่อยอารมณ์ ทำใจให้สบายเหมือนกำลังพักผ่อน อย่ากังวลกับสิ่งใดๆ อย่ากดข่ม อย่าจดจ้อง อย่าตึงเครียดจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อในร่างกาย เมื่อนั่งแล้วจะเกิดเวทนาทางกายมาก เช่น ปวด เมื่อย อึดอัด หงุดหงิด เป็นต้น ทำตัวให้สบายๆด้วยการมีสติ นุ่งดูลมหายใจก่อน ดูให้เห็นจริงๆ แล้วค่อยกำหนดรู้ตามนั้น ไม่ควรไปกำหนดก่อนเห็นลมเพราะมันจะเป็นการไปสั่งลม ไปบังคับลม มันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

ดังนั้นการปฏิบัติธรรม ให้เราเป็นเพียงผู้ดู ค่อยๆเฝ้าสังเกตดูลมหายใจว่าขณะนี้เป็นอย่างไร กำลังเข้าหรือออก แต่อย่าจดจ้องมากเกินไปจนเกิดการเกร็งตัว ก็จะไม่เห็นและจับไม่ได้ เพราะการเกร็งตัวทำให้ลมหายใจขาดช่วงไปนั่นเอง หากเผลอ (ไม่รู้สึกตัว) ปล่อยจนขาดสติที่จะกำหนดรู้ไม่ใช่ มันจะพาไปคิดเรื่องต่างๆนานา ทั้งเรื่องอดีต เรื่องอนาคต วนไปมาไม่หยุดสิ้น ก็จะไม่เป็นสมาธิ

การกำหนดสติ ให้อยู่กับลมหายใจ เข้าก็รู้ ออกก็รู้ ลมเป็นอย่างไร สั้น ยาว ก็ให้กำหนดรู้ตามนั้นเท่านั้นเอง พอรู้ตัวชัดอยู่กับปัจจุบันตลอดสาย ไม่วิ่งไปเรื่องอดีต ไม่วิ่งไปเรื่องอนาคต พอจิตตั้งมั่นจริงๆ ตือความเต็มรอบของสติที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้นแหละผลของสติที่เรียกว่า สมาธิ ก็จะเกิดขึ้นมาให้รู้ (ขณะหนึ่ง) เท่านั้นเองยังไม่ตลอดสาย สิ่งสำคัญก็คือ ต้องจับลมหายใจได้ชัดทันปัจจุบันจริงๆ

มันยากตรงที่ว่าจะสามารถจับปัจจุบัน คือความรู้สึกตัวขณะปัจจุบันได้แค่ไหน เพราะตัวปัจจุบันนั้นเร็วมากหากไม่ตั้งใจจริงๆแล้วจะไม่สามารถจับได้เลย ส่วนมากมักจะลืมตัวในการกำหนดรู้คือเผลอนั่นเอง จึงไม่ได้ผลในการปฏิบัติ

ไม่มีอะไรยากหรือง่ายหากตั้งใจจริง มีสติจับไปเรื่อยๆ หากสติตั้งมั่นรู้อยู่ภายในกาย ในใจอันเป็นปัจจุบันที่รู้จริงๆ แล้วจิตจะเกิดความสงบ ปกติ ว่าง เบา สบาย พอกำลังสติมันเต็มรอบ มันจะเกิด ปัญญา อันเป็นความ รู้แจ้ง คือ ตื่น อิสระ เบิกบาน ในสิ่งที่รู้นั้นทันมีมันจะเกิดปัญญาแห่งธาตุรู้ ว่าเหตุทุกข์แท้ๆนั้นเกิดจากตรงไหน เกิดจากอะไร ทำไมถึงเกิด แก้อย่างไร ควรทำอย่างไร จึงจะดับทุกข์ได้สิ้น มันจะบอกเองหมด จากภายในจิตสู่ภายนอก เป็นรู้จริง

- ทำไมคนเราเกิดมาจึงไม่เหมือนกัน แม้แต่ลูกพ่อ แม่เดียวกัน ก็ยังไม่เหมือนกัน แม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะคล้ายกัน แต่จิตใจก็ไม่เหมือนกัน

- บางคนเกิดมาก็ตายในท้อง ตายแต่เด็ก ตายเมื่อหนุ่มสาว ตายเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ตายเมื่อแก่ ตายทรมาน ตายสงบ ตายโหง

- บางคนเกิดมาก็สุขสบาย มีกินมีใช้เหลือเฟือจนตาย บางคนก็สบายตอนเกิด ภายหลังก็ลำบาก บางคนลำบากตอนแรก ตอนหลังสบาย บางคนทำแต่ความดีก็ไม่มีความสุข บางคนทำแต่ความชั่วกลับได้รับยกย่อง มีเกียรติ คนนับถือ

สิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดจากอะไร ถ้าไม่เชื่อเรื่องกรรมเก่า ทุกสิ่งในวิถีชีวิตเราเกิดจากเราทำเอาไว้เอง วิบากกรรมเก่าจะดีหรือชั่ว ก็ยินดีรับทั้งหมดแล้วแก้ตามหลักธรรม

เรื่องการกระทำกรรมที่เห็นผลในปัจจุบัน และในอนาคตที่ว่า คนทำดีต้องไปสวรรค์ หรือคนทำชั่วต้องตกนรก ก็ยังไม่แน่เพราะมีกรรมเก่าในชาติก่อนๆ มาเป็นตัวแปรด้วย หรือกรรมใหม่ล่าสุดขณะที่ใกล้จะดับ จิตไปยึดเหนี่ยวสิ่งใดไว้ ก็ย่อมไปเกิดในที่นั้นก่อน คนสมัยก่อนจึงนิยมให้คนเจ็บใกล้จะตายระลึกถึงพระ และให้ทำบุญก่อนจะตาย แต่อย่างไรก็ตามกรรม คือการกระทำของทุกคน คือ ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว ที่เรียกว่า บุญ หรือ บาป เป็นกฎตายตัว ไม่มีสิ่งใดมาลบล้างได้ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น บางคนทำกรรมดีอยู่ แต่ได้รับผลชั่วนั่นก็เพราะผลแห่งกรรมชั่วในอดีตที่ทำไว้แรงมาก จึงแซงมาให้ผลก่อน แต่พอกรรมชั่วในอดีตให้ผลหมดแล้ว หรืออ่อนตัวลง กรรมดีก็ย่อมให้ผลบ้าง ในศาสนาพุทธ ไม่มีพรหมลิขิตหรือแล้วแต่ดวง เพราะดวงเป็นชื่อทางโหราศาสตร์ เป็นเรื่องของโลก ยังไม่แน่นอน แต่เรื่องของกรรมเป็นเรื่องแน่นอน เพราะวิถีชีวิตของมนุษย์ ไม่มีอะไรอยู่เหนือกฎแห่งกรรมไปได้เลย ดังนั้นคนที่ทำกรรมดีอยู่แล้วแต่ได้รับผลชั่ว ก็อย่าได้ท้อใจ ขอให้ทำดีต่อไปเรื่อยๆ

- ทำดี ไม่เอาดี ไม่หวัง ไม่รอ ไม่อยากให้ใครชม

- ทำความดีเพื่อความดี ให้ผลหรือไม่เป็นหน้าที่ของกรรม ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เหมือนการปลูกต้นไม้ เรามีหน้าที่รดน้ำ ส่วนจะให้ดอกผลหรือไม่ เป็นหน้าที่ของต้นไม้ ไม่ต้องไปเป็นทุกข์เพราะการทำดี แต่ถ้าทำดีแล้วผิดพลาด เราก็ไม่ทุกข์แต่เอามาเป็นบทเรียน

- ทำดี เพราะมันดี

ใครไม่เชื่อก็ไม่ว่า แต่การเชื่อย่อมจะก่อผลบวกสถานเดียว คือถ้าเราเชื่อในกฎแห่งกรรม เราจะไม่กล้าทำชั่ว ทำบาป แม้ว่าความชั่วจะมีหรือไม่มีในชาติหน้า เราก็ไม่ได้รับผล คือเท่าทุน ไม่มีก็แล้วไปแต่ถ้ามีเราก็ไม่ต้องไปรับผลกรรมชั่ว แต่เราก็ควรจะทำความดีเผื่อไว้บ้าง ถ้าเกิดมีชาติหน้าและผลแห่งกรรมมีจริงเราก็สบาย ถ้าเกิดไม่มีในชาตินี้เราก็อยู่สบาย เพราะคนที่ทำความดีย่อมจะอยู่เป็นสุข

ที่มา : หนังสือทางธรรม

การแผ่เมตตา คือ การวางจิตใจ อารมณ์ ให้มีแต่ความรักและความปรารถนาดีต่อบุคคลอื่นทั้งเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย การกล่าวแผ่เมตตาควรกล่าวให้แก่ตนเองก่อน ให้ชีวิตมีสุข ร่างกายแข็งแรง แล้วจึงตามด้วย สัมมาอาชีพของตนเอง ให้กิจการเจริญรุ่งเรือง หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า และวจึงตามด้วย ผู้มีพระคุณ ก็ไม่แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ ครู อาจารย์ วิญญาณ และ สรรพสัตว์ต่างๆ ก็คือ การเริ่มแผ่จากตัวเราออกไปหาคนใกล้ตัวและไกลตัวออกไปเรื่อยๆ การแผ่เมตตานั้นถ้าจิตใจยิ่งบริสุทธิ์เท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ศัตรูทั้งหลายกลับกลายเป็นมิตร เจ้ากรรมนายเวรที่ได้รับกระแสจิตนี้ก็จะอโหสิกรรมให้ เราก็จะได้ความเมตตาเป็นเครื่องคุ้มครองชีวิตให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

การแผ่เมตตานี้จะต้องทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ถ้าเรายังโกรธเคืองบุคคลที่เราแผ่เมตตาให้นั้น ก็จะไม่มีประโยชน์อันใด ดังนั้นจึงต้องทำใจให้เป็น อโหสิกรรมก่อน

บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์

อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร

อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง

อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์กาย ทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

© 2011 บทความดีดี มีสาระ Design by thai editorial Group