อันตรายของสารกัดกร่อนต่อสุขภาพของผู้สัมผัส

ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการขนส่ง การเคลื่อนย้าย การเตรียมและการใช้สารกัดกร่อนมีโอกาสสัมผัสกับสารกัดกร่อนได้มาก หากไม่มีการป้องกันและระมัดระวังที่ดีสารกัดกร่อนก็อาจจะกระเด็นมาถูกตัวผู้ปฏิบัติงานได้โดยตรง นอกจากการสัมผัสโดยตรงแล้ว ตาและระบบทางเดินหายใจก็อาจได้รับอันตรายจากไอของสารกัดกร่อนได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งจะทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่อบริเวณที่สัมผัสกับสารกัดกร่อนนั้นได้รับอันตราย ถึงแม้ว่าจะไม่ทำให้เกิดผลระยะยาว แต่ก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรงจนต้องมีการหยุดงานได้ หากได้รับในปริมาณที่มากและไม่ได้รับการแก้ไขทันที อันตรายของสารกัดกร่อน โดยทั่วไปจะทำให้เกิดการระคายเคือง โดยเกิดเป็นรอยไหม้ (chemical burn) บริเวณที่สัมผัส ดังนี้ 1.  ผลต่อผิวหนัง สารกัดกร่อนจะทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ ผิวหนังไหม้ ที่ความเข้มข้นสูงๆ ก็อาจจะทำให้ตาบอดได้ กรดอนินทรีย์มีคุณสมบัติในการกัดกร่อนที่แรงกว่าสารอินทรีย์ แต่จะมีกลไกการออกฤทธิ์คล้ายกันคือ จะเกิดการกำจัดไขมันบริเวณผิวหนัง (defatting) เป็นแผลพุพอง (ulceration) เนื้อตายเฉพาะที่ (necrosis) เป็นสะเก็ดแห้ง และเป็นแผลเป็น ทำให้มีอาการเจ็บปวดทันที (intermediated pain) ส่วนอันตรายจากด่างนั้นจะแตกต่างจากกรด เนื่องจากด่างจะไม่ทำให้เกิดตะกอนโปรตีนขึ้นมาป้องกัน ทำให้มีอาการบาดเจ็บในส่วนที่ลึกลงไป (further penetration) จึงเป็นแผลที่รุนแรงและหายยาก ถ้าสัมผัสกับตาก็จะเกิดการระคายเคืองที่รุนแรงและทำให้ตาบอดได้ 2.  ผลต่อระบบทางเดินหายใจ เมื่อสัมผัสกับไอระเหยของสารกัดกร่อน จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ แน่นหน้าอก หากความเข้มข้นสูงสามารถทำลายระบบทางเดินหายใจ จมูก หลอดลม และปอดได้ 3.  ผลต่อระบบทางเดินอาหาร…

อันตรายจาการสัมผัสกับสารกัดกร่อนที่เป็นกรดและด่าง

กรด (acid) หมายถึง สารประกอบที่ละลายในน้ำแล้วให้ไฮโดรเจนอิออน และให้ pH น้อยกว่า 7 ด่าง หมายถึง สารประกอบที่ละลายน้ำแล้วให้ pH มากกว่า 7 การสัมผัสกรดและด่างเป็นภาวะทางการแพทย์ที่พบบ่อย ถึงแม้ไม่มีการบันทึกสถิติการรับสัมผัสกรดและด่างในประเทศไทย ความสำคัญของสารกลุ่มนี้อาจเห็นได้จากการที่ กรดจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตจากสารพิษที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย กรด ทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อที่สัมผัสแบบ Coagulation necrosis ซึ่งมีผลทำให้เนื้อเยื่อแข็งหนา (Eschar formation) และเป็นการป้องกันการซึมของกรดลงในเนื้อเยื่อชั้นลึกลงไป ด่าง ทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อที่สัมผัสแบบ Liquefaction necrosis ซึ่งมีผลทำให้เนื้อเยื่อเปื่อยเหลว ทำให้สารด่างสามารถทะลุผ่านและทำลายเนื้อเยื่อชั้นลึกลงไป กรดไฮโดรฟลูออริก เป็นกรดที่มีลักษณะการออกฤทธิ์ที่จะเพาะหลายประการ ได้แก่ การทำงายเนื้อเยื่อของกรดไฮโดรฟลูออริกเป็น Liquefaction necrosis นอกจากนี้กรดไฮโดรฟลูออริก แตกตัวให้ฟลูออไรด์อิออนที่มีความสามารถในการจับอิออนที่มีประจุบวกได้ ทำให้เกิดภาวะพิษทั่วร่างกายแม้จะมีการสัมผัสเฉพาะที่ การสัมผัสกรดและด่างที่ผิวหนัง จะทำให้เกิดผิวหนังพองและบวมแดง และทำให้เกิดความเจ็บปวดในทันที การสัมผัสกรดและด่างที่ตา จะเกิดภาวะตาแดง แสบตารุนแรง เยื่อบุตาบวม กระจกตาอักเสบ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดตาบอดได้ ในกรณีที่สัมผัสกรดไฮโดรฟลูออริก ลักษณะของผิวหนังจะมีลักษณะเฉพาะคือ มีลักษณะซีดขาว…